. หลักการ เหตุผล ความเป็นมาของโครงการ
        . หลักการและเหตุผล
        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ วางพื้นฐานและปัจจัยเร่งให้เกิดการปฏิรูปทั้งภาคการเมืองและภาคสังคม ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙)
มีเป้าหมายหลักเพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศระยะยาวให้สามารถพึ่งตนเองได้ จึงมุ่งพัฒนาคุณภาพของประชากร คนไทยทุกคนมีคุณภาพเพิ่มขึ้นทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา รวมทั้งมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมในทุกช่วงวัย คุณภาพการศึกษาได้รับการยกระดับสู่มาตรฐานสากล ต่อยอดองค์ความรู้สู่นวัตกรรมและโอกาสการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น และแนวทางการพัฒนา
เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในมิติต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน โดยนำทุนของประเทศที่มีศักยภาพมาใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการและเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งเสริมสร้างให้แข็งแกร่งเพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศที่สำคัญได้แก่ การเสริมสร้างทุนสังคม ทุนมนุษย์ ทุนทางวัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมไทยสู่สังคมคุณภาพ และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง โดยใช้ภูมิปัญญาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์
          ปัจจุบันวิทยาการต่างๆ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นับวันจะมีบทบาทในการดำเนินชีวิต การทำงาน การประกอบอาชีพของมนุษย์มากยิ่งขึ้น เด็กและเยาวชนไทยจึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เพื่อสามารถใช้ในหลักการและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ วิจารณ์ การตัดสินใจบนเหตุและผล การรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกัน และการให้ความสำคัญแก่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข เอาตัวรอด เติบโตและอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมยุคใหม่ ซึ่งมีการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคมสูง
          . ความเป็นมาของโครงการ
                กระทรวงศึกษาธิการ  โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ได้นำเสนอโครงการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนมเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดชีวิต  ด้วยเหตุผลและความจำเป็น ดังนี้
รัฐบาลได้มีนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม  ตามคำแถลงนโยบาย
ของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔  ข้อ ๖.๑ มีใจความสำคัญคือเร่งพัฒนาประเทศไทย
ให้เป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้โดยพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้ทัดเทียม กับพัฒนาการในระดับนานาชาติ  จัดให้มีแหล่งความรู้สาธารณะเพิ่มขึ้นทั้งในรูปองค์กร เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สิ่งพิมพ์และผ่านทางเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศตลอดจนยกมาตรฐานการศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกระดับ  และในขณะที่ทุกประเทศกลุ่มอาเซียนกำลังเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ประชาคม  อาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย ข้อ ๗ นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ โดยให้เร่งส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนการเข้าถึง ในระดับประชาชนของนานาประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศ กำลังพัฒนา
แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๓ สาระความรู้สำคัญเรื่องหนึ่งที่ต้องจัดการศึกษา คือความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน  และมาตรา ๒๕ รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ อย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน จะต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศให้เข้มแข็งและมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะการพัฒนาคนที่มีอยู่ หรือทุนมนุษย์ ให้เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต รวมทั้งพร้อม สำหรับการเข้าสู่ประชาคม อาเซียน
ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน  ในแผนพัฒนา เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ได้กำหนดแนวทางในการสนับสนุนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้แนวทางหนึ่ง คือ พัฒนาและเปิดโอกาส ให้ประชาชนและชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ทั่วไป อาทิ สถานศึกษาห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์กีฬาและนันทนาการ รวมทั้งเปิดพื้นที่/เวทีสาธารณะให้เป็นศูนย์รวมการแลกเปลี่ยนให้กับนักคิด และนำเสนอผลงานเชิงสร้างสรรค์ให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและใช้บริการได้อย่างเต็มศักยภาพมีการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้สมัยใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้
จังหวัดนครพนมตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครถึง๗๔๐กิโลเมตรแต่เป็นจังหวัดที่มีความใกล้ชิดกับประเทศลาวในแง่ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชน โดยมีเพียงแม่น้ำโขงเท่านั้นที่ขวางกั้นมีการคมนาคมและการขนส่งทั้งภายในและภายนอกประเทศที่สะดวก สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถยนต์ทางเรือและเครื่องบินและยังอยู่ห่างจากประเทศเวียดนามตอนกลางประมาณ ๓๖๕ กิโลเมตร สามารถเดินทางอย่างสะดวกโดยทางรถยนต์
          วิสัยทัศน์ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (มุกดาหาร สกลนคร นครพนม และกาฬสินธุ์) คือ สะพานการค้าและการท่องเที่ยวอินโดจีน (Trade and Tourism Bridge to Indochina) ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มจังหวัดนี้ คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาการท่องเที่ยว
ผู้รับบริการหลักของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนมคือประชาชนในจังหวัดนครพนมและจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งจำนวนประชากรจังหวัดนครพนมตามทะเบียนราษฎร์  ณ  วันที่  ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔  มีจำนวน  ๗๐๔,๗๖๘  คน  เป็นชาย  ๓๕๑,๘๑๙  คน  และ หญิง  ๓๕๒,๙๔๙  คน  ผู้รับบริการจาก จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ หนองคาย สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ หนองบัวลำภู และจังหวัด เลย จำนวนรวม ๔,๗๑๖,๔๖๓ คน  และสามารถให้บริการประชาชนจากประเทศลาว ได้ประมาณ ๖ ล้านคน และประเทศเวียดนามตอนกลางได้ประมาณ ๑๐ ล้านคน
ประกอบกับเทศบาลเมืองนครพนมมีความประสงค์มอบพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดซึ่งจัดแสดงปลาแม่น้ำโขงให้แก่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งมีความชำนาญในเรื่องการจัดการ ศึกษาวิทยาศาสตร์ตามอัธยาศัย  โดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสามารถใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอน ด้านวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพเผยแพร่สู่สาธารณชนให้กว้างขวางต่อไป
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ซึ่งเป็นศูนย์วิทยา
ศาสตร์เพื่อการศึกษาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด ท้องฟ้าจำลอง พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะเป็นประโยชน์ระยะยาวในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีให้ขยายออกไปในเขตภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้าน  ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลจาก กรุงเทพมหานคร ได้รับโอกาสในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งดาราศาสตร์และอวกาศ อีกทั้งเกิด ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตน เกิดความภาคภูมิใจและเกิดจิตสำนึก ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  สนับสนุนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง  สอดคล้องกับนโยบาย ของรัฐบาลที่ต้องการเร่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ ตอบสนองการเร่งส่งเสริม และพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการของประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์ เพื่อการศึกษานครพนมยังสามารถมีบทบาทเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาต้นแบบที่ให้บริการฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่จากประเทศเพื่อนบ้านด้านการจัดศูนย์วิทยาศาสตร์ และด้านการผลิตสื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีตามอัธยาศัยอีกด้วย
การจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม   เป็นการส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้ง
แหล่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างพอเพียง  และมีประสิทธิภาพดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๔๒  เป็นการเสริมสร้างทุนมนุษย์ให้เข้มแข็ง   มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งพร้อมสำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนอีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกิดจากความต้องการและความพร้อมของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริงซึ่งจะส่งผลให้เกิดสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืนทั้งภายในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
. กรอบแนวคิดโครงการ
๑.๓.๑ การจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนมสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
๑.๓.๒ ตามสาระแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ทำให้แหล่งเรียนรู้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจะขยายตัวออกไปในเขตภูมิภาคมากขึ้นในอนาคต ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม จึงเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่บูรณการทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานรูปแบบที่ทันสมัย ในระดับมาตรฐานสากล
๑.๓.๓ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ควรมีโครงสร้างองค์กรที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อกำหนดระบบการบริหารจัดการและการบริการที่เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ มีการใช้ทรัพยากรคุ้มค่าทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณ
๑.๓.๔ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ควรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท้องถิ่นจังหวัดนครพนม ทั้งด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สมควรให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ ปราชญ์ท้องถิ่น ร่วมดูแลรับผิดชอบ ในการบริหารองค์กร ร่วมกับคณะนักบริหารและนักวิชาการวิทยาศาสตร์
๑.๓.๕ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม มีภารกิจหลักในการสร้างความรู้ที่ถูกต้อง ความเข้าใจ ความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชน เพื่อให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการคิดและการดำรงชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ ให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาการงาน พัฒนาอาชีพ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของตน
๑.๓.๖ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม เป็นสื่อกลางพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้สามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในวงกว้างประชาชนในท้องถิ่นสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท
๑.๓.๗ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม เป็นองค์กรหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจให้เด็กและเยาวชนไทย หันเข้าสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อการแข่งขันของประเทศในอนาคต
yt
. ข้อมูลเกี่ยวข้องกับโครงการ
. ข้อมูลสภาพทั่วไปของจังหวัดนครพนม
.. ประวัติความเป็นมา
จังหวัดนครพนม   ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีประวัติสืบทอดยาวนานมาหลายร้อยปี เดิมเคยเป็นมหานครของ  อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ที่รุ่งเรืองในอดีต ประมาณราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นอาณาจักรอิสระไม่ขึ้นกับใคร  ประมาณพุทธศตวรรษที่  ๑๖  อาณาจักร ศรีโคตรบูรณ์ได้เสื่อมอำนาจลงตกอยู่ภายใต้การปกครอง ของอาณาจักรขอมต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ชื่อของ ศรีโคตรบูรณ์เป็นเมืองในอาณาจักรล้านช้าง มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง  โดยพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง   ทรงสร้างเมืองที่ปากห้วยหินบูรณ์  (ปากห้วยบรรจบลำน้ำโขงฝั่งซ้ายตรงข้ามอำเภอท่าอุเทน เหนือเมืองนครพนม ) ให้ชื่อเมืองใหม่นี้ว่าศรีโคตรบูรณ์สืบราชสมบัติมาได้หลายองค์  ต่อมาย้ายเมืองมาตั้งที่  ป่าไม้รวกห้วยศรีมังริมแม่น้ำโขงฝั่งซ้าย (คือเมืองเก่าใต้เมืองท่าแขกในปัจจุบัน)  ถึงปี  พ.ศ. ๒๒๙๗  มีพระนครานุรักษ์ครองเมืองศรีโคตรบูรณ์ มีความเห็นว่าเมืองมิได้ตั้งอยู่ที่ปากห้วยแล้ว  จึงได้เปลี่ยนนามเมืองใหม่ว่าเมืองมรุกขนคร เพราะถือว่าสร้างขึ้นในดงไม้รวก  นามเมืองศรีโคตรบูรณ์ จึงเปลี่ยนไปตั้งแต่ครั้ง นั้น
ปี พ.ศ. ๒๓๓๐ ย้ายเมืองมาตั้งทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ปากห้วยบังฮวกบรรจบกับแม่น้ำโขง (ปัจจุบันอยู่ระหว่างบ้านดอนนางหงส์ท่า ตำบลดอนนางหงส์ อำเภอธาตุพนม เลยลงไปถึงบ้านธาตุน้อยศรีบุญเรือง ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม) เมืองมรุกขนคร  เมื่อได้ย้ายมาตั้งที่ปากห้วยบังฮวก โดยประมาณ ๒๐ ปี น้ำได้กัดเซาะตลิ่งพังลงมามาก จึงได้ย้ายเมืองมาตั้งที่บ้านหนองจันทร์ (ห่างจากตัวเมืองนครพนมไปทางทิศใต้ ๔  กิโลเมตร)  ตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า นครบุรีราชธานี
           ปี  พ.ศ. ๒๓๓๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเมืองเสียใหม่ว่าเมืองนครพนมขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร การที่พระราชทานนามว่า
เมืองนครพนม สันนิษฐานได้ว่า อาจจะเนื่องด้วยเดิมเมืองนี้เป็นเมืองลูกหลวงมาก่อน เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงให้ใช้คำว่า “นคร”  หรืออีกนัยหนึ่งคำว่า “นคร” นี้ อาจรักษาชื่อเมืองเดิมคือเมืองนครบุรีราชธานีไว้ ส่วนคำว่า “พนม” อาจจะเนื่องด้วยจังหวัดนี้มีองค์พระธาตุพนมประดิษฐานอยู่  หรืออาจจะเนื่องจาก เดิมมีอาณาเขตไกลไปถึงดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง คือบริเวณเมืองท่าแขก ซึ่งมีภูเขาสลับซับซ้อนมากมายไปจนถึงดินแดนของประเทศเวียดนาม จึงใช้คำว่า “พนม” เพราะแปลว่า “ภูเขา”
.. ขนาดแลที่ตั้ง
จังหวัดนครพนม เป็นจังหวัดชายแดน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  พื้นที่มีลักษณะเลียบยาวตามแนวชายฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ประมาณ ๑๗๔ กิโลเมตร อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๖ -๑๘ องศาเหนือ และระหว่างเส้นแวงที่ ๑๐๔ -๑๐๕ องศาตะวันออก มีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ ๗๓๕ กิโลเมตร
.. อาณาเขตติดต่อ
จังหวัดนครพนม มีเนื้อที่ประมาณ ๕,๕๒๘.๘๘ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๓,๔๗๔,๔๓๗ ไร่ (คิดเป็นร้อยละ ๓ ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ  ระยะทาง ๑๕๘ กิโลเมตร
ทิศใต้ติดต่อกับเขตอำเภอดงหลวง และอำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ระยะทาง ๑๐๔ กิโลเมตร
ทิศตะวันออกติดต่อกับแขวงคำม่วน และแขวงบลิคำไช สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน
ทิศตะวันตกติดต่อกับเขตอำเภอกุสุมาลย์ และอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ระยะทาง ๙๓ กิโลเมตร
.. ลักษณะภูมิประเทศ
จังหวัดนครพนม  มีลักษณะภูมิประเทศทั่วไปเป็นที่ราบสูง  ความสูงของพื้นที่โดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ  ๑๔๐  เมตร สภาพภูมิประเทศแบ่งออกได้เป็น  ๒  เขต  ดังนี้
เขตตอนเหนือ  สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินสูงและที่ดอน มีป่าไม้สลับกับพื้นที่ราบที่ใช้ทำนาทางเหนือสุดของจังหวัดในเขตอำเภอบ้านแพง   มีเทือกเขาภูลังกาทอดผ่าน   นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน คือ แม่น้ำสงครามและแม่น้ำอูน สำหรับอำเภอในเขตนี้ คือ อำเภอบ้านแพง อำเภอศรีสงคราม
อำเภอท่าอุเทน อำเภอนาหว้า อำเภอโพนสวรรค์ และอำเภอนาทม
                    เขตตอนใต้ พื้นที่บริเวณใกล้แม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม ส่วนทางทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงออกไปมีพื้นที่ดอนมีสภาพเป็นป่าเต็งรัง พื้นดินส่วนมากมีลักษณะเป็น หินลูกรัง บางแห่งมีลักษณะเป็นที่เนินและที่ราบสลับกันมีแม่น้ำก่ำไหลผ่านพื้นที่ทางใต้สุดของจังหวัด ในเขตอำเภอนาแก
มีเทือกเขาภูพานทอดเป็นแนวกั้นเขตระหว่างจังหวัดนครพนมกับจังหวัดมุกดาหาร สำหรับอำเภอที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ อำเภอเมืองนครพนม อำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม อำเภอปลาปาก อำเภอนาแก และ อำเภอวังยาง
.. ลักษณะภูมิอากาศ
จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดที่มีฝนตกชุกในฤดูฝน  เพราะได้รับอิทธิพลจาก ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุม  และอิทธิพลจากป่าไม้และเทือกเขาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  รวมทั้งพายุจากทะเลจีนใต้ที่เคลื่อนผ่านหรือเคลื่อนเข้าใกล้    โดยมีปริมาณฝนตกชุกตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม  โดยในปี   ๒๕๕๔   มีฝนตก ๑๓๙  วัน ปริมาณฝน   ๒,๗๑๙.๖  มิลลิเมตร  ฝนปีนี้ มากกว่าปีที่แล้ว ๗๗๕.๑ มิลลิเมตร หรือมากกว่าปีที่แล้ว ๒๘% และมากกว่าค่าเฉลี่ย ๑๑ % อุณหภูมิสูงสุด  ๓๘.๕  องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๔ และ อุณหภูมิต่ำสุด  ๘.๕ องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔  สภาพดินฟ้าอากาศ แบ่งออกเป็น  ๓ ฤดู
ฤดูร้อน  เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ – กลางเดือนพฤษภาคม ของทุกปี  ฤดูร้อนจะมีอากาศร้อนอบอ้าว อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๕-๓๕ องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ระหว่าง ๓๗-๔๐ องศาเซลเซียส
ฤดูฝน  เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม – กลางเดือนตุลาคม ของทุกปี ในบางส่วนของจังหวัดมีฝนตกชุกโดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จะประสบอุทกภัย ได้รับความเสียหายเป็นประจำทุกปี เช่น   อำเภอเมือง อำเภอท่าอุเทน และอำเภอบ้านแพง เป็นต้น ปริมาณฝนเฉลี่ย ๒,๔๒๔.๔ มิลลิเมตร/ปี
ฤดูหนาว    เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม – กลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยทั่วไปอากาศจะหนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย ๑๖-๒๕ องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในช่วง ๘-๑๕ องศาเซลเซียส

ตารางแสดง : สถิติภูมิอากาศของจังหวัดนครพนม

อุณหภูมิ      อุณหภูมิต่ำที่สุด   ๑.๘˚ ซ.   (   ๓๕.๒ ˚ ฟ.)       วันที่  ๑๑  มกราคม  ๒๔๙๘

อุณหภูมิสูงที่ที่   ๔๒.๐ ˚ซ.   ( ๑๐๗.๖ ˚ฟ.)       วันที่  ๑๔  เมษายน  ๒๕๒๖

 

ฝน

     ฝนมากที่สุด  ใน  ๒๔  ชั่วโมง    ๔๕๙.๒  มม.    วันที่  ๑๗  มิถุนายน  ๒๕๐๕

ฝนมากที่สุด  ใน   ๑   เดือน     ๑,๒๓๒.๙  มม.              สิงหาคม  ๒๕๑๘

ฝนมากที่สุด  ใน   ๑  ปี           ๒,๙๙๕.๙   มม.                      ปี  ๒๕๔๕

ฝนน้อยที่สุด  ใน   ๑  ปี          ๑,๕๙๗.๐   มม.                       ปี  ๒๕๑๗

ความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นสัมพัทธ์ ต่ำที่สุด     ๑๓  %                  วันที่  ๑   มกราคม   ๒๕๑๗
ความเร็วลมสูงสุด ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ๕๕ นอต (๑๐๑.๙) กม/ชม     วันที่ ๑   พฤษภาคม  ๒๕๑๓
ระดับน้ำโขง สูงที่สุด  ๑๓.๒๖  เมตร  วันที่  ๕  กันยายน  ๒๕๓๘   เวลา  ๑๒ –  ๑๕  น.

(ระดับน้ำจุดวิกฤต ๑๒.๔๕  เมตร)

ที่มา : สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดนครพนม

 

ตารางแสดง : ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัทธ์ และอุณหภูมิอากาศ

 

รายการ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗
ปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปี(มิลลิเมตร) ๑,๙๔๔.๕ ๒,๗๑๙.๖ ๒,๐๓๔.๖ ๒,๐๕๔.๕ ๒,๔๑๐.๒
จำนวนวันที่มีฝนตกตลอดทั้งปี(วัน) ๑๒๙ ๑๓๙ ๑๔๖ ๑๔๓ ๑๓๘
ความชื้นสัมพัทธ์ตลอดทั้งปี(%)

– เฉลี่ยสูงสุด

– เฉลี่ยต่ำสุด

– เฉลี่ย

– สูงที่สุด

– ต่ำที่สุด

 

๘๙.๐

๕๘.๐

๗๖.๕

๙๙

๒๘

 

๙๑.๐

๖๐.๐

๗๖.๘

๙๙

๓๑

 

๙๐.๐

๕๘.๐

๗๕.๖

๙๙

๒๖

 

๘๘.๐

๕๔.๐

๗๒.๖

๙๙

๒๕

 

 

อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี(   ° ซ.)

– เฉลี่ยสูงสุด

– เฉลี่ยต่ำสุด

– เฉลี่ย

– สูงที่สุด

– ต่ำที่สุด

 

๓๒.๕

๒๒.๘

๒๗.๐

๔๐.๒

๙.๐

 

๓๑.๑

๒๑.๔

๒๕.๗

๓๘.๕

๘.๕

 

๓๒.๑

๒๒.๗

๒๖.๘

๓๘.๕

๑๒.๘

 

๓๒.๐

๒๒.๒

๒๖.๔

๓๘.๓

๑๐.๑

 

๓๒.๓

๒๒.๖

๒๖.๗

๓๘.๕

๙.๔

ที่มา : สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดนครพนม (พฤศจิกายน ๒๕๕๗)

สภาพอากาศของจังหวัดนครพนมถือว่าเป็นจังหวัดที่มีอากาศดีตลอดทั้งปี  ไม่ร้อนมากนักเหมาะสำหรับการเป็นเมืองพักผ่อนริมฝั่งแม่น้ำโขง  เมืองบริการสุขภาพ  และช่วงฤดูฝนปริมาณน้ำฝนมีปริมาณมากเป็นลำดับที่ ๒ ของประเทศ   เหมาะสำหรับภาคการเกษตรและการประมงน้ำจืด  รวมถึงการกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่ออุปโภคบริโภค  หรือเพื่อการเกษตรหากแต่สภาพปัญหาด้านแหล่งน้ำที่ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้มากนักจึงต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

 

 

.. ประชากรและการปกครอง  ประชากร (ข้อมูล ณ พฤศจิกายน ๒๕๕๗)

จังหวัดนครพนมมีประชากรทั้งสิ้น ๗๑๓,๑๒๗  คน แยกเป็น เพศชาย ๓๕๖,๐๑๗ คน เพศหญิง  ๓๕๗,๑๑๐ คน ประชากรในเขตเทศบาลเมืองนครพนม มีทั้งสิ้น ๒๖,๔๖๐ คน แยกเป็น เพศชาย ๑๒,๕๔๑ คน เพศหญิง ๑๓,๙๑๙  คน

        การปกครอง จังหวัดนครพนม  แบ่งการปกครอง  เป็น  ๑๒  อำเภอ  ๙๙  ตำบล  ๑,๑๒๓   หมู่บ้าน  องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ๑ แห่ง เทศบาลเมือง ๑ แห่ง เทศบาลตำบล ๒๑ แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ๘๑ แห่ง แยกรายอำเภอได้ดังนี้

 

 

 

 

อำเภอ

 

พื้นที่

(ตารางกิโลเมตร)

ระยะห่างจาก อำเภอจังหวัด (กิโลเมตร) จำนวนประชากร ตำบล หมู่บ้าน เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล อบต.
๑.เมืองนครพนม ๘๕๓.๓๐๖ ๑๔๒,๙๙๒ ๑๕ ๑๖๕ ๑๒
๒.ท่าอุเทน ๔๖๗.๙๘๓ ๒๖ ๕๙,๑๔๖ ๑๐๙
๓.ธาตุพนม ๓๖๗.๘๘๔ ๕๔ ๘๓,๓๓๔ ๑๒ ๑๓๖
๔.นาแก ๕๓๙.๒๑๗ ๖๔ ๗๖,๖๔๗ ๑๒ ๑๔๐ ๑๑
๕.บ้านแพง ๒๘๔.๗๓๑ ๙๓ ๓๕,๑๘๐ ๖๖
๖.ปลาปาก ๕๔๗.๐๙๖ ๔๔ ๕๓,๔๖๐ ๘๕
๗.ศรีสงคราม ๖๗๑.๓๗๑ ๖๗ ๖๙,๑๙๙ ๑๐๙
๘.เรณูนคร ๒๕๓.๙๕๒ ๕๑ ๔๖,๓๕๘ ๙๑
๙.นาหว้า ๒๘๘.๔๔๘ ๙๘ ๕๑,๑๘๔ ๖๘
๑๐.โพนสวรรค์ ๗๑๘.๘๓๕ ๔๕ ๕๗,๓๑๔ ๙๐
๑๑.นาทม ๓๙๘.๑๒๙ ๑๐๓ ๒๓,๐๙๕ ๓๗
๑๒.วังยาง ๑๓๗.๙๓๑ ๗๘ ๑๕,๒๑๘ ๒๗
รวม ,๕๒๘.๘๘๓ ๗๑๓,๑๒๗ ๙๙ ,๑๒๓ ๒๑ ๘๑

ที่มา : ที่ทำการปกครองจังหวัดนครพนม (พฤศจิกายน ๒๕๕๗)

 

สัดส่วนจำนวนประชากรตามสำมะโนประชากร

ปี  ๒๕๕๗  จำนวน  ๗๑๓,๑๒๗  คน

ปี ๒๕๕๖  จำนวน  ๗๐๘,๓๕๐ คน

ปี ๒๕๕๕  จำนวน  ๗๑๐,๐๐๐ คน

ซึ่งเพิ่มขึ้นไม่มากนัก  แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกับจำนวนประชากรที่อยู่จริง  ดังนี้

ปี ๒๕๕๖  ประชากรอยู่จริง  จำนวน  ๕๗๘,๓๖๓  คน

ปี ๒๕๕๕  จำนวน  ๕๗๘,๓๖๔ คน

ปี ๒๕๕๗  จำนวน  ๕๘๐,๘๖๔ คน

 

ดังนั้น  จะมีผลกระทบต่อการคำนวณรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรของจังหวัดนครพนมที่สำนักงานคลังจังหวัดนครพนม  และสำนักงานสถิติจังหวัดนครพนมได้คำนวณตามประชากรที่มีอยู่จริงในทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของจังหวัดนครพนมเพิ่มมากขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามสัดส่วนคนจนในจังหวัดนครพนมก็ยังเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ  สัดส่วนคนจนร้อยละ ๓๒.๓๐ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ (๑๓.๑๕)  จึงต้องได้รับการพัฒนาในหลายๆ ด้าน  โดยเฉพาะการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของจังหวัดสามารถสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น  และสัดส่วนประชากรจากที่อื่นที่ยังไม่สามารถระบุจำนวนคนได้  ยังเป็นปัญหาในการจัดการด้านแรงงานทั้งในประเทศและแรงงานต่างด้าว

 

การประกอบอาชีพ จากการสำรวจข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และข้อมูลพื้นฐาน (เขตเมือง) จังหวัดนครพนม ปี ๒๕๕๗ ในเขตชนบทจำนวน ๑๒ อำเภอ ๙๕ ตำบล ๑,๐๕๖ หมู่บ้าน (ทุกหมู่บ้านในเขตชนบท เฉพาะเขต อบต.และเขตเทศบาลที่ยกฐานะมาจาก อบต.) และในเขตเมือง จำนวน ๑๐ เทศบาล ๑๐๐ ชุมชน/หมู่บ้าน ( เทศบาลเมืองนครพนม ๑ แห่ง และเทศบาลตำบลที่ยกฐานะจากสุขาภิบาล จำนวน ๙ แห่ง)  มีจำนวนครัวเรือน  ๑๖๖,๕๗๓  ครัวเรือน จำนวนประชากร  ๕๔๗,๒๘๔  คน  แยกเป็นชาย  ๒๖๙,๗๘๙  คน หญิง  ๒๗๗,๔๙๕  คน  รายได้เฉลี่ย  ๖๒,๔๓๕ บาทต่อคนต่อปี  จากสรุปผลข้อมูลคุณภาพชีวิตของครัวเรือน ตามเกณฑ์ตัวชี้วัดข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ๕ หมวด ๓๐  ตัวชี้วัด   มีครัวเรือนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ตัวชี้วัดที่ ๒๓ (คนในครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่าคนละ ๓๐,๐๐๐  บาท ต่อคนต่อปี)  แยกเป็นเขตชนบท จำนวน  ๓๘๒  ครัวเรือน และเขตเมือง จำนวน ๑๕๖ ครัวเรือน รวมทั้งหมด จำนวน๕๓๘ ครัวเรือน

 

รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี รายอำเภอ  เรียงลำดับจากน้อยไปหามาก

ลำดับ อำเภอ รายได้เฉลี่ย (บาท/คน/ปี)
อำเภอเมืองนครพนม ๗๙,๒๑๐
อำเภอบ้านแพง ๗๔,๘๑๑
อำเภอธาตุพนม ๖๗,๘๙๓
อำเภอเรณูนคร ๖๖,๖๐๗
อำเภอนาทม ๕๗,๙๗๗
อำเภอท่าอุเทน ๕๕,๖๙๔
อำเภอศรีสงคราม ๕๕,๕๒๙
อำเภอนาแก ๕๕,๒๔๖
อำเภอปลาปาก ๕๓,๔๐๒
๑๐ อำเภอนาหว้า ๕๑,๔๒๘
๑๑ อำเภอโพนสวรรค์ ๕๐,๗๐๑
๑๒ อำเภอวังยาง ๔๕,๔๘๒
รายได้เฉลี่ยจังหวัดนครพนม   ๖๒,๔๓๕

 

 

 

 

 

จำนวนประชากรจำแนกตามประเภทอาชีพ ปี   ๒๕๕๗  จังหวัดนครพนม

 

เพศ                              รวม (คน)   %

ประเภทอาชีพ          ชาย (คน)          %        หญิง (คน)      %

เกษตรกรรม – ทำนา             ๑๓๔,๗๗๐       ๔๙.๙๕    ๑๔๐,๕๒๙    ๕๐.๖๔    ๒๗๕,๒๙๙    ๕๐.๓๐

เกษตรกรรม – ทำไร่                     ๓๐๙        ๐.๑๑           ๒๗๙      ๐.๑๐          ๕๘๘      ๐.๑๑

เกษตรกรรม – ทำสวน               ๒,๐๖๙        ๐.๗๗        ๑,๙๕๘       ๐.๗      ๑๔,๐๒๗      ๐.๗๔

เกษตรกรรม – ประมง                   ๑๑๔        ๐.๐๔              ๔๑     ๐.๐๑          ๑๕๕      ๐.๐๓

เกษตรกรรม – ปศุสัตว์                  ๑๑๓        ๐.๐๔              ๘๘     ๐.๐๓          ๒๐๑     ๐.๐๔

รับราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ         ๙,๗๖๕        ๓.๖๒         ๘,๙๒๕      ๓.๒๒      ๑๘,๖๙๐     ๓.๔๒

พนักงานรัฐวิสาหกิจ                     ๙๙๒       ๐.๓๗         ๑,๐๔๑     ๐.๓๘       ๒,๐๓๓     ๐.๓๗

พนักงานบริษัท                       ๒,๓๒๔       ๐.๘๖         ๒,๓๘๘     ๐.๘๖        ๔,๗๑๒     ๐.๘๖

รับจ้างทั่วไป                         ๓๕,๑๑๘     ๑๓.๐๒       ๒๘,๒๕๔   ๑๐.๑๘       ๖๓,๓๗๒   ๑๑.๕๘

ค้าขาย                                ๗,๓๙๒       ๒.๗๔        ๑๑,๖๒๐    ๔.๑๙      ๑๙,๐๑๒    ๓.๔๗

ธุรกิจส่วนตัว                              ๓,๖๒๕       ๑.๓๔          ๓,๕๒๓     ๑.๒๗        ๗,๑๔๘    ๑.๓๑

อาชีพอื่น (นอกเหนือที่กล่าวแล้ว)      ๕,๐๑๒        ๑.๘๖          ๖,๗๑๒   ๒.๔๒ ๑        ๑,๗๒๔    ๒.๑๔

กำลังศึกษา                              ๕๙,๐๓๘      ๒๑.๘๘       ๖๑,๖๓๔   ๒๒.๒๑     ๑๒๐,๖๗๒   ๒๒.๐๕

ไม่มีอาชีพ                                 ๙,๑๔๘        ๓.๓๙       ๑๐,๕๐๓      ๓.๗๘      ๑๙,๖๕๑   ๓.๕๙

รวม               ๒๖๙,๗๘๙    ๑๐๐.๐๐    ๒๗๗,๔๙๕   ๑๐๐.๐๐   ๕๔๗,๒๘๔  ๑๐๐.๐๐

 

ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัด  ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยการนำทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบ คุณภาพ จุดเด่น เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่มีชื่อเสียงของจังหวัด แยกรายอำเภอได้ ดังนี้

 

อำเภอ รายการผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง
อ.เมืองนครพนม เครื่องจักสานไม้ไผ่/หวายและผ้าฝ้ายย้อมธรรมชาติ
อ.ปลาปาก ผ้าเขียนลาย
อ.ท่าอุเทน ส้มปลาโด
อ.บ้านแพง ขนมเทียนแก้วและหมูยัดไส้
อ.ธาตุพนม กาละแมและหมูยอ
อ.เรณูนคร เหล้าอุ  ผ้าพื้นเมือง และขนมจีนน้ำนัว
อ.นาแก ไวน์หมากเม่า และโคมไฟไม้ไผ่
อ.ศรีสงคราม ปลาส้มตัว
อ.นาหว้า ผ้าไหมพื้นเมือง  เครื่องดนตรีพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์จากกก
อ.โพนสวรรค์ ผ้าฝ้ายลายมุก
อ.นาทม ปลาตากแห้ง
อ.วังยาง ผ้าซิ่นทิว

 

.. แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

) แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ภูลังกา  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอบ้านแพง  ห่างจากอำเภอบ้านแพง ๖ กิโลเมตร ภูลังกาเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกและลำธารใหญ่น้อยหลายสาย ตลอดจนมีความอุดมสมบูรณ์ของดอกไม้ กล้วยไม้ และพันธุ์ไม้นานาชนิดที่สวยงาม การเดินทางจากตัวจังหวัด ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข  ๒๑๒  (นครพนม-บ้านแพง)  ระยะทาง  ๙๒  กิโลเมตร  และในปี ๒๕๕๘  จังหวัดนครพนมได้ดำเนินการก่อสร้างเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ Canopy Walk เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเป็นอย่างมาก

น้ำตกตาดขาม ต้นลำธารเกิดจากเทือกเขาภูลังกา ตั้งอยู่ใจกลางเขตป่าสงวนแห่งชาติภูลังกา ห่างจากที่ว่าการอำเภอบ้านแพง ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ๖ กิโลเมตรเป็นลำห้วยไหลมาบรรจบ สภาพโดยรอบบริเวณร่มรื่นเหมาะแก่การไปท่องเที่ยว และ พักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันมีถนนคอนกรีต เข้าไปถึงบริเวณน้ำตก การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับทางไปภูลังกา

น้ำตกตาดโพธิ์ กำเนิดจากเทือกเขาภูลังกา อยู่ใกล้กับน้ำตกตาดขามห่างกันประมาณ  ๕ กิโลเมตร มีลักษณะสวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอบ้านแพงประมาณ ๑๑ กิโลเมตรเส้นทางเป็นถนนลูกรังใช้ได้ทุกฤดูกาล รถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงตัวน้ำตกได้ ต้องเดินขึ้นไปใช้เวลาเดินประมาณชั่วโมงเศษ สองข้างทางร่มรื่นเหมาะแก่การเดินชมความงามตามธรรมชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฤดูฝนสามารถมองเห็นน้ำตกได้จากทางหลวงแผ่นดินที่เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง

หาดดอนแพง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอบ้านแพงห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ ๑ ก.ม. อยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำโขง   ตรงข้ามกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพสวยงาม โดยเฉพาะภูมิทัศน์ช่วงที่มีการปลูกใบยาสูบนับพันไร่

ดานสาวคอย  ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน เขตอำเภอนาแก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลานหินเรียบ มีต้นไม้เบญจพรรณขึ้นประปราย เมื่อขึ้นถึงลานหินสามารถมองเห็นยอดขององค์พระธาตุพนม รวมทั้งอ่างเก็บน้ำห้วยโทห้วยผักดอกและพื้นที่ของอำเภอนาแกได้เป็นอย่างดี ทั่วพื้นที่มีทิวทัศน์สวยงาม ความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้มาจากหนุ่มสาวชาวบ้านสมัยก่อนเวลาไปหาของป่าจะนัดหมายคอยกันที่นี่เลยได้ชื่อว่า “ดานสาวคอย” การเดินทางห่างจากตัวอำเภอนาแกประมาณ ๖ กิโลเมตร เส้นทางเป็นถนนลูกรังรถยนต์สามารถขึ้นไปถึงบริเวณดานสาวคอยได้

หาดแห่ เป็นเกาะกลางแม่น้ำโขง อยู่บริเวณบ้านน้ำก่ำใต้ ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของบ้านเรือนสองฝั่งโขง ในอดีตเริ่มมีผู้คนลงไปท่องเที่ยวพักผ่อนในฤดูร้อน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ แต่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการเมื่อ ๕ ปี ที่ผ่านมา ในช่วงหลังจากงานพระธาตุพนมของทุกปี ไปจนถึงวันที่ ๑๕ เมษายนหรือจนจบเทศกาลสงกรานต์

) แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

พระธาตุพนม ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารในเขตอำเภอธาตุพนม ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ  ๕๐  กิโลเมตร ผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีลงความเห็นว่าเป็นสมัยเดียวกันกับปราสาทของขอม และได้ทำการบูรณะเรื่อยมา  โดยในปี พ.ศ.๒๔๕๘ วัดพระธาตุพนมได้รับการยกฐานะเป็นอารามหลวงชั้นเอก ขึ้นเป็น “วรมหาวิหาร” ต่อมาในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์เนื่องจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุพนม รัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒  และได้ ทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ตลอดจนของมีค่ามากมายนับหมื่นชิ้นภายในองค์พระธาตุ  บนยอดองค์พระธาตุมีฉัตรทองคำ น้ำหนักถึง ๑๑๐  กิโลกรัม   ปัจจุบันองค์พระธาตุพนมมีฐานกว้างด้านละ ๑๒.๓๓  เมตร เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงแลดูสง่างามยิ่งนัก

พระธาตุท่าอุเทน  ประดิษฐานอยู่บ้านท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน รูปทรงคล้ายพระธาตุพนม มีความสูงจากพื้นดินถึงยอด  ๓๓ วา   ฐานกว้างด้านละ ๖ วา   ๓ ศอก   พระอาจารย์ศรีทัตถ์ เป็นผู้สร้าง เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๕๕  พระธาตุท่าอุเทนนี้เป็นศิลปกรรมและปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งองค์หนึ่ง  ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระธาตุของ พระอรหันต์  ซึ่งพระอาจารย์ศรีทัตถ์ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้งประเทศพม่า การเดินทางไปนมัสการพระธาตุท่าอุเทนจากตัวเมืองนครพนมใช้เส้นทางหมายเลข ๒๑๒  ไปยังอำเภอท่าอุเทน ระยะทางประมาณ  ๒๖  กิโลเมตร

พระธาตุเรณูนคร  ประดิษฐานอยู่ ที่วัดพระธาตุเรณูนคร ตำบลเรณูนคร อำเภอเรณูนคร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑   โดยอาจารย์เม้า วงษา และ อุปปัชฌาอินทร์ โดยจำลองมาจากองค์พระธาตุพนม มีความสูง ๓๕  เมตร  กว้าง ๘.๓๗ เมตร มีซุ้มประตู ๔ ด้าน ภายในเป็นโพรงบรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ ภายในวัดพระธาตุเรณูนคร นอกจากมีองค์พระธาตุเรณูนครแล้วยังมีพระรูปพระองค์แสน (น้ำหนัก ๑,๒๐๐ กิโลกรัม หน้าตักกว้าง ๕๐ เซนติเมตร สูง ๕๐ เซนติเมตร) มีพระพุทธลักษณะสวยงาม การเดินทางไปนมัสการพระธาตุเรณูนคร จากตัวเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข  ๒๑๒  ถึงกิโลเมตร ที่  ๔๔  มีทางแยกไปยังอำเภอเรณูนคร ๗ กิโลเมตร   สภาพถนนลาดยางใช้ได้ทุกฤดูกาล รวมระยะทางทั้งสิ้น ๕๑ กิโลเมตร

       พระธาตุประสิทธิ์  ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุประสิทธิ์ ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า ห่างจากตัวอำเภอเมือง  ประมาณ  ๙๘  กิโลเมตร เป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า ประชาชนในท้องถิ่นใกล้เคียงเคารพนับถือมาก  การเดินทางจากตัวเมืองนครพนม ไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๒   ผ่านอำเภอท่าอุเทน ถึงบ้านท่าดอกแก้วจะมีทางหลวง หมายเลข  ๒๐๓๒ แยกซ้ายมือเข้าตัวอำเภอศรีสงคราม จากอำเภอศรีสงคราม ไปอำเภอนาหว้า ระยะทาง ๒๖  กิโลเมตร  ถนนลาดยางตามทางหลวงหมายเลข  ๒๑๓๒  ถึงบริเวณวัด

                พระธาตุมหาชัย   ประดิษฐาน  ณ  วัดโฆษิตดาราม  ตำบลมหาชัย  อำเภอปลาปาก  ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ  ๔๐  กิโลเมตร  ไปตามเส้นทางนครพนม – สกลนคร  ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข  ๒๒  พระธาตุมหาชัย เป็น ปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่พระธาตุมหาชัย เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๘  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา  และที่วัดโฆษิตดาราม นี้   ยังเป็นที่จำพรรษาของท่านพระครูสุนทรธรรมโฆษิต (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)  พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนา  ที่สำคัญองค์หนึ่ง และเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดนครพนม   และชาวอีสานทั่วไปด้วย

พระธาตุศรีคูณ  เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอนาแก ห่างจากอำเภอธาตุพนม ตามทางหลวงหมายเลข  ๒๑๒ ประมาณ ๒๗ กิโลเมตร พระธาตุศรีคูณมีลักษณะส่วนบนคล้ายพระธาตุพนม ต่างกันตรงที่ ชั้นที่๑  มีสองตอน เป็นรูป ๔ เหลี่ยม  ประดับลวดลายปูนปั้น และชั้นที่ ๒   สั้นกว่าพระธาตุพนม

วัดมรุกขนคร  ตั้งอยู่ ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม มีพระธาตุสำคัญของจังหวัด ลักษณะคล้ายพระธาตุพนม ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปเรื่อยๆ ยอดเจดีย์ทรงบัวเหลี่ยมผู้สร้างคือพระบรมราชา(กู่แก้ว) เจ้าเมืองเดิมมรุขนครเดิม ช่วงหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรศรีโคตบูร

วัดโอกาสศรีบัวบาน  เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ มีศาลเจ้าหมื่น รวมทั้งพระติ้ว พระเทียม ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเมืองนครพนม  เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงติดกับด่านศุลกากรนครพนม ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม

รอยพระบาทเวินปลา ตั้งอยู่ในลำน้ำโขง ณ บ้านเวินพระบาท ตำบลเวินพระบาท อำเภอท่าอุเทน โดยมีที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดพระบาทเวินปลา หางจากฝั่งออกไป  ๑๕๐  เมตร  สถานที่แห่งนี้ชาวบ้านเรียกว่า “วังน้ำวน หรือเวิน”ลักษณะเป็นรอยฝ่าพระบาทเบื้องซ้าย กว้าง ๗๐  เซนติเมตร  ยาว ๑.๘๐  เมตร  ตรงกลางมีรูปกงจักร เส้นผ่าศูนย์กลางของรูปประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ในฤดูฝนน้ำจะท่วมคือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไปจนกว่าน้ำจะลดลง ในเดือนกุมภาพันธ์ จึงไปนมัสการได้ งานเทศกาลนมัสการ จะตรงกับวันสงกรานต์ของทุกปี การเดินทางจากนครพนม  ไปตามถนนสายนครพนม-บ้านแพง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๑๐  กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้าน อีก ๕๐๐  เมตร

        พระบางวัดไตรภูมิ  ประดิษฐานอยู่ ณ วัดไตรภูมิ ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร มีขนาดสูง ๘๐  นิ้ว  แท่นสูง ๒.๕ นิ้ว   ฐานเป็นรูป ๘ เหลี่ยม  สูง ๑๕ นิ้ว  ห่างจากจังหวัดนครพนม  ประมาณ ๒๖  กิโลเมตร

        พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นมีลักษณะเป็นแบบตะวันตก ได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้างจากฝรั่งเศสช่วงสมัยสงครามอินโดจีน มีอายุแก่มากแล้วแต่ยังรักษาสภาพและความสวยงามต่างๆไว้ได้อย่างดี ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวของจังหวัดนครพนมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันรวมถึงประเพณีไหลเรือไฟหนึ่งเดียวของประเทศไทยด้วย

หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เดิมเคยเป็นอาคารศาลากลางจังหวัดนครพนม(หลังเก่า) มาก่อน  เริ่มสร้างครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ในสมัยที่พระยาพนมนครนุรักษ์ (อุ้ย นาครทรรภ) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนแรก สร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ลักษณะสถาปัตยกรรม ตัวอาคารใช้แปลนของศาลากลาง จังหวัดเชียงราย มีลักษณะตึกสองชั้นครึ่ง ก่ออิฐถือปูน ไม่เสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ส่วนประกอบโครงสร้างต่างๆเป็นไม้ รูปทรงอาคารเป็นแบบตะวันตก

หมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่อดีตประธานาธิบดีสาธารัฐสังคมนิยมเวียดนามท่านโฮจิมินห์ได้เคยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของประเทศเวียดนาม ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๖๗-๒๔๗๔ จึงถือได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกอบกู้อิสรภาพให้แก่ประเทศเวียดนาม ลักษณะบริเวณบ้านปลูกต้นมะพร้าว ต้นมะเฟือง หลังบ้านมียุ้งข้าว ตัวบ้านเป็นบ้านสวนแบบโบราณ ชั้นเดียว ร่มรื่น ในบ้านมีห้อง ๒ ห้อง มีเตียงไม้ ชั้นวางของ โต๊ะ เก้าอี้ยาว

หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี เป็นอาคาร ๒ ชั้น แบ่งออกเป็น ๕ ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

ส่วนที่ อยู่ชั้น ๑ ด้านหน้า เป็นห้องโถงใหญ่ ประดิษฐานพระบรมสาทิสลักษณ์พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชวงศ์จักรี ๙ พระองค์ เป็นภาพวาดสีน้ำมัน มีตราพระราชวงศ์จักรีและประวัติ   ความเป็นมาของจังหวัดนครพนม จากอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ มาสู่ มรุกขนคร และนครพนม ตามลำดับ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ก่อตั้งราชวงศ์จักรีได้ทรงสถาปนาเมืองนครพนม เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๗

ส่วนที่ อยู่ชั้น ๑ ด้านหลัง เป็นข้อมูลเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์   ทั้ง ๙ พระองค์ ลำดับราชสกุลวงศ์ ตราพระราชลัญจกร ตราเครื่องราชกกุธภัณฑ์และภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชภารกิจ ณ จังหวัดนครพนม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๘  นอกจากนั้น ยังเว้นพื้นที่ไว้สำหรับติดตั้งโมเดล โครงการพระราชดำริสำคัญในจังหวัดนครพนม เช่น โครงการชลประทานน้ำก่ำตามพระราชดำริ เป็นต้น

ส่วนที่ อยู่ชั้น ๒ ของอาคาร เป็นพิพิธภัณฑ์ชนเผ่า ๘ ชนเผ่าและ ๒ เชื้อชาติ ได้แก่ชนเผ่า  ผู้ไท  กะเลิง ญ้อ แสก ข่า โส้  อีสาน(ลาว)  กวน  และอีก ๒ เชื้อชาติ คือ จีนและเวียดนาม โดยในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวได้แสดงถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของ ๘ ชนเผ่า ๒ เชื้อชาติ ที่แม้จะต่างชนเผ่า ต่างเชื้อชาติ แต่ก็อยู่ร่วมกันในจังหวัดนครพนมได้อย่างปกติสุข ภายใต้พระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัว

ส่วนที่ อยู่ชั้น ๒ ของอาคาร เป็นภาพขนาดใหญ่แสดงถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเชิงประวัติศาสตร์และเชิงอนุรักษ์ของจังหวัดนครพนม คือ พระธาตุพนม และพระธาตุประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์  น้ำตกตาดโพธิ์  น้ำตกตาดขาม  สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ ๓ (นครพนม-คำม่วน สปป.ลาว) และทิวทัศน์ริมแม่น้ำโขงที่มีเขื่อนที่ยาวและสวยที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น

ส่วนที่ อยู่ชั้น ๒ ของอาคาร เป็นห้องฉายภาพยนตร์ขนาด ๕๐ ที่นั่ง สำหรับฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย เฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดนครพนม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ และภาพยนตร์ส่วนพระองค์ที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหารชายแดน ณ จังหวัดนครพนมและทรงประทับแรม ณ ริมอ่างเก็บน้ำหนองญาติ บริเวณที่ตั้งอาคารหอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕

 

) แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรมเรณูนคร เมืองเรณูนครเป็นถิ่นที่อยู่ ของชาวผู้ไทซึ่งยังคงรักษา ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นไว้อย่างดี   อาทิ  เช่น   ธรรมเนียมการต้อนรับด้วย การบายศรีสู่ขวัญ การเลี้ยงอาหารแบบพาแลง การชวนดูดอุ  การฟ้อนรำผู้ไท เมืองเรณูนคร ยังมีร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง และของที่ระลึกต่าง ๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะบริเวณ วัดพระธาตุเรณูนคร และตลาดอำเภอเรณูนคร ตัวอำเภอเรณูนครมีที่ตั้งห่างจากพระธาตุพนม ๕ กิโลเมตร และอยู่ห่างจากตัวจังหวัด ไปทางทิศใต้เป็นระยะทาง  ๕๑ กิโลเมตร

ประเพณีแสกเต้นสาก เป็นประเพณีของชนเผ่าแสกอาศัยอยู่ในบ้านอาจสามารถ  ตำบลอาจสามารถ ห่างจากตัวเมืองนครพนม   ประมาณ ๔ กิโลเมตร   เป็นการเต้นบวงสรวงเจ้าที่  เต้นกันเป็นประจำทุกปี ในเดือน ๓  ขึ้น ๒ ค่ำ   การเต้นสากนอกเทศกาลจะต้องทำพิธีขอขมาก่อน โดยใช้หัวหมู เงิน ๒๐ บาท  และเหล้าทำพิธีที่ศาลเจ้าประจำหมู่บ้านโดยการเสี่ยงทายใช้ไม้สี ถ้าไม้สีเดียวกันถือว่าเจ้าไม่อนุญาตการเต้นแสกเต้นสากใช้ไม้ยาวทาสีแดงสลับขาวเรียก “สาก”   นำด้วยเสียงกลองจังหวะเร็ว   ผู้เต้นจะซอยเท้าถี่ ๆ  ลงไปตามจังหวะ   การกระทบไม้ คล้ายกับการเต้นลาวกระทบไม้แต่เร็วกว่ามาก

                ประเพณีไหลเรือไฟ ในวันเพ็ญเดือนสิบเอ็ดของทุกปี จังหวัดนครพนมจะมีการจัดงานประเพณีไหลเรือไฟ  ซึ่งการไหลเรือไฟถือเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง  ที่พุทธศาสนิกชนชาวอีสาน ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมา แต่ครั้งโบราณ ประเพณีไหลเรือไฟบางทีเรียกว่าล่องเรือไฟ  ลอยเรือไฟหรือปล่อยเรือไฟ  ซึ่งเป็นลักษณะที่เรือไฟเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ เรือไฟหรือเฮือไฟ  หมายถึง เรือที่ทำด้วยท่อนกล้วย  ไม้ไผ่ หรือวัสดุที่ลอยน้ำมีโครงสร้างเป็นรูปร่างต่าง ๆ ตามความต้องการ  เมื่อจุดไฟ  เปลวไฟจะลุกเป็นรูปร่างตามโครงสร้างนั้น ๆ งานประเพณีไหลเรือไฟ จะมีขึ้นในเทศกาลออกพรรษา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑โดยมีความเชื่อเกี่ยวกับการบูชา รอยพระพุทธบาทที่ประทับไว้บน ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที  ในแคว้นทักขิณาบท ประเทศอินเดีย (ปัจจุบันเรียกว่า “แม่น้ำเนรบุททา”) ตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า  ในครั้งนี้พญานาค ได้ทูลอาราธนาพระพุทธองค์  ไปแสดงธรรม  ในพิภพของนาค  เมื่อเสด็จกลับพญานาคทูลขอให้พระองค์ประทับรอยพระบาทไว้ ณ ริมฝั่ง  แม่น้ำนัมมทานที  พระองค์จึงได้ประทับรอย พระบาทไว้ตามประสงค์ของพญานาค รอยพระบาทที่ทรงประทับไว้นี้  เป็นที่เคารพของเทวดา มนุษย์ ตลอดจนถึงสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่ต้องการบุญกุศล  ด้วยเหตุนี้การไหลเรือไฟจึงถือว่า เป็น การบูชารอยพระพุทธบาท

โซ่ทั่งบั้ง  เป็นประเพณีของชาวโซ่ (โส้)  ซึ่งเป็นชนเผ่าๆ หนึ่งของจังหวัดนครพนม ชาวโซ่มีภาษา เป็นของตนเอง ลักษณะภาษาคล้ายมอญปนเขมร การเต้นโซ่ทั่งบั้ง เป็นการรำในงานศพ  เพื่อส่งวิญญาณผู้ตาย ให้ไปสุขสบายในชาติหน้า การรำมีทั้งชายและหญิง หมู่บ้านชาวโซ่มีอยู่ที่บ้านโพนจาน อำเภอโพนสวรรค์ โดยเดินทางไปตามถนนนครพนม – ท่าอุเทน เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายท่าอุเทน – กุสุมาลย์  ๒๕ กิโลเมตร  ชนเผ่าโซ่ มีกระจายอยู่ในหลายอำเภอ  อาทิ  ที่อำเภอท่าอุเทน อำเภอศรีสงคราม และอำเภอนาแก

) แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน

เส้นทางจักรยานเลาะริมโขง  โดยในปี ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘ จังหวัดนครพนมได้ดำเนินการก่อสร้างเส้นทางจักรยานเลาะริมโขงจากสวนเทิดพระเกียรติ ถึง บริเวณหน้าโบสถ์นักบุญอันนา(หนองแสง)  และมีแผนงานโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องถึงสะพานมิตรภาพ ๓ (นครพนม-คำม่วน)  ในปี ๒๕๕๙

สนามกอล์ฟภูกระแต  มีเนื้อที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่ ตั้งอยู่ที่บริเวณวิทยาลัยเทคนิคนครพนมรอบอ่างเก็บน้ำภูกระแต เป็นสนามกอล์ฟที่ได้มาตรฐานแห่งหนึ่ง  มีขนาด ๙ หลุม  ธรรมชาติสวยงาม อยู่ห่างจากอำเภอเมืองเพียง ๓ กิโลเมตร เท่านั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นสนามกอล์ฟที่สวยงามแห่งหนึ่งในภาคอีสาน

สวนหลวง . สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ เนื่องในวโรกาสเฉลิม พระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ เป็นสวนสาธารณะที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ตามเส้นทางสายนครพนม – ท่าอุเทน อยู่ทางด้านทิศเหนือของตัวเมือง

เขื่อนหน้าเมืองนครพนมและอัฒจันทร์ลานเดิน – วิ่ง ริมฝั่งแม่น้ำโขง  เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกาย  อยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เป็นสถานที่สำหรับชมทิวทัศน์อันวิจิตรของแม่น้ำโขง  อันเป็นแน่น้ำสายสำคัญไหลผ่านเมือง   ก่อให้เกิดทัศนียภาพอันสวยสดงดงาม   โดยเฉพาะภาพพระอาทิตย์ที่โผล่พ้นทิวเขาเหนือลำน้ำโขงนั้น เป็นภาพที่หาดูได้  ยากยิ่ง บริเวณเขื่อนหน้าเมืองนี้   อยู่ตรงข้ามกับเมืองท่าแขกแขวงคำม่วน   ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

สวนสาธารณะและหาดทรายทองศรีโคตรบูรณ์  นับเป็นหาดทรายน้ำจืดที่สวยงามมาก โดยจะปรากฏ หาดทรายในฤดูแล้ง (ราวเดือนมีนาคม – เมษายน) บริเวณหาดทรายจะยื่นยาวออกไปกลางลำน้ำโขง ห่างจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพียง ๕๐๐ เมตร  หาดทรายแห่งนี้ อยู่ตรงข้ามกับที่ทำการแขวงคำม่วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและชมความงามของธรรมชาติ

สวนชมโขง  เป็นสวนสาธารณะที่เทศบาลเมืองนครพนม จัดสร้างขึ้นในปี  ๒๕๔๕ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในการนันทนาการ พักผ่อนออกกำลังกาย ตลอดจนใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานประจำปีต่าง ๆ ของจังหวัด ใช้พื้นที่ ของเรือนจำจังหวัด (เดิม) เป็นสถานที่ก่อสร้าง ภายในสวนยังคงมีอาคาร และห้องคุมขังนักโทษไว้ให้ประชาชนได้ศึกษาและเข้าชม รวมถึงการตกแต่งประดับสวนด้วยน้ำพุที่สวยงาม          พิพิธภัณฑ์ปลาแม่น้ำโขง  อ่างเก็บน้ำหนองญาติ มีเนื้อที่ประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ เป็นแหล่งน้ำที่ติดกับ เขตเทศบาลเมืองนครพนม เป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จปฏิบัติภารกิจเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนโดยทั่วไป  และจังหวัดนครพนมมีแม่น้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำโขง ลำน้ำก่ำ แม่น้ำสงคราม จึงทำให้จังหวัดนครพนม มีสัตว์น้ำมากมาย หลายชนิดและกลายเป็นแหล่งน้ำที่ สำคัญในการขยายพันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งเป็นแหล่ง รวมสัตว์น้ำและปลาหลายชนิดทั้ง ชนิดที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทย ด้วยดำริของ ฯพณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๒ พิจารณาเห็นสมควรที่จะจัดตั้งสถานที่จัดแสดงโลกของปลาแม่น้ำโขง ขึ้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองญาติ เพื่อรวบรวม พันธุ์สัตว์น้ำที่อยู่ในแม่น้ำโขง ลำน้ำก่ำ แม่น้ำสงคราม ไว้เพื่อแสดงให้นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจได้ชมและศึกษาหาความรู้  โดยจัดแสดงพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงทั่วไป และชนิดที่หายาก และใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งมีจุดเด่นคือมีอุโมงค์ลอดใต้ตู้ปลาสามารถ ชมความเคลื่อนไหวของปลา ได้เป็นอย่างดี และยังมีตู้ปลาขนาดและรูปทรงต่างๆอีกมากมาย นอกจากนั้น ภายในตัวอาคารยังประกอบไปด้วยจุดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับปลาแม่น้ำโขง ห้องโสตทัศนศึกษาสำหรับฉายวีดีทัศน์ที่ทันสมัยขนาด ๕๐ ที่นั่ง และสถานที่ จำหน่ายของที่ระลึก  จึงนับเป็นอาคาร แสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดที่ทันสมัยและมีประโยชน์อย่างยิ่ง ตลอดจนเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ ความเพลิดเพลิน แก่ผู้เยี่ยมชมของชาว จังหวัดนครพนมและจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนม  ได้แก่  แหล่งท่องเที่ยวริมฝั่งแม่น้ำโขง  แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์  แหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและพระธาตุสำคัญ  แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  การท่องเที่ยวเชิงประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดนครพนม  ส่วนมากยังไม่ได้ได้รับการยกระดับมาตรฐาน  โครงสร้างพื้นฐานยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง  การประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวภายในและภายนอกยังไม่มีเท่าที่ควร  รวมตลอดถึงการกำหนดกิจกรรม  ปฏิทินการท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนมยังไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์  โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน  ผ่านสะพานมิตรภาพ ๓ นครพนม-คำม่วน  หากได้รับการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานจะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น  นักท่องเที่ยวเดินทางมาจังหวัดนครพนมเพิ่มมากขึ้นในฐานะที่เป็นจังหวัดอยู่ศูนย์กลางอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

.. การศึกษา

การจัดการศึกษาในระบบของจังหวัดนครพนม แบ่งเป็น ๓ เขตการศึกษา คือ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๒๒ (นครพนม-มุกดาหาร) มี จำนวนสถานศึกษา  ๘๑ แห่ง ครู ๑,๗๙๙ คน และนักเรียน ๕๒,๙๔๗ คน อัตราส่วนนักเรียนต่อครู ๑:๒๕

        สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนมเขต ๑  รับผิดชอบพื้นที่ ๖ อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองนครพนม อำเภอธาตุพนม  อำเภอนาแก อำเภอปลาปาก อำเภอเรณูนคร และอำเภอวังยาง    

        สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนมเขต ๒  รับผิดชอบพื้นที่ ๖ อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอศรีสงคราม อำเภอบ้านแพง  อำเภอนาทม อำเภอท่าอุเทน อำเภอโพนสวรรค์ และอำเภอนาหว้า มีสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีจำนวน ๓ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยนครพนม  มหาวิทยาลัยรามคำแหง (วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอนาแก)  วิทยาลัยสงฆ์นครพนม(มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

) จำนวนสถานศึกษา

จำแนกจำนวนสถานศึกษาตามสังกัดได้  ดังนี้

– สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต ๑ และ ๒ จำนวน  ๔๔๗ แห่ง

– สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน             จำนวน   ๒๓ แห่ง

– สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)                      จำนวน    ๔ แห่ง

– สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)                        จำนวน    ๔ แห่ง

– สังกัดสำนักบริหารการศึกษาส่วนท้องถิ่น                                                จำนวน    ๘ แห่ง

– สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)                              จำนวน   ๙ แห่ง

– สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ                                                 จำนวน   ๖ แห่ง

– สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย   จำนวน   ๖ แห่ง

 

 

 

 

 

 

 

ตาราง : แสดงจำนวนสถานศึกษา ครูและนักเรียน

 

อำเภอ สถานศึกษา(แห่ง/ศูนย์) นักเรียน (คน) ครูผู้สอน(คน) นักเรียน : ครู
อำเภอเมืองนครพนม ๖๖ ๑๓,๖๑๐ ๗๗๗ ๑๘:๑
อำเภอปลาปาก ๔๓ ๖,๐๗๕ ๓๕๑ ๑๗:๑
อำเภอธาตุพนม ๔๘ ๗,๙๓๑ ๕๐๓ ๑๖:๑
อำเภอเรณูนคร ๓๗ ๔,๙๕๘ ๓๔๗ ๑๔:๑
อำเภอนาแก ๕๔ ๘,๐๙๗ ๕๒๕ ๑๕:๑
อำเภอวังยาง ๑๔ ๑,๖๕๖ ๑๑๐ ๑๙:๑
อำเภอท่าอุเทน ๔๔ ๖,๓๘๗ ๓๓๖ ๑๙:๑
อำเภอนาหว้า ๒๔ ๕,๘๙๖ ๓๐๕ ๑๙:๑
อำเภอบ้านแพง ๒๘ ๔,๓๑๘ ๒๒๕ ๑๙:๑
อำเภอศรีสงคราม ๔๔ ๗,๗๙๗ ๓๙๕ ๒๐:๑
อำเภอโพนสวรรค์ ๓๐ ๗,๒๓๕ ๓๒๔ ๒๒:๑
อำเภอนาทม ๑๕ ๒,๕๓๘ ๑๒๕ ๒๐:๑
รวม ๔๔๗ ๗๖,๔๙๘ ,๕๖๕ ๑๖:

 

) การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา 

มหาวิทยาลัยนครพนม เป็นการหลอมรวมสถานศึกษาในจังหวัดนครพนม เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากร ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ขัดต่อปรัชญาและภารกิจของการศึกษา ให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาวการณ์ของประเทศ โดยการหลอมรวมกันของสถานศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครพนม  วิทยาลัยเทคนิคนครพนม   วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครพนม   วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม วิทยาลัยการอาชีพนาหว้า   วิทยาลัยการอาชีพธาตุพนม  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาเขตนครพนม โดยเน้นปรัชญาด้านวิชาการและวิชาชีพ โดยได้มีการดำเนินการเป็นขั้นตอนตามลำดับต่อมา  จนเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๘ จึงได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง “มหาวิทยาลัยนครพนม”  โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับเล่มที่ ๑๒๒  ตอนที่ ๗๕ ก. ลงวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๘ เป็นพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนครพนม พุทธศักราช ๒๕๔๘

มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครพนม  ตั้งอยู่
อ.นาแก มุ่งเน้นการนำโอกาสทางการศึกษามาสู่ท้องถิ่น ผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้ มีความรับผิดชอบที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ตลอดจนเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถพึ่งพาตัวเองและเป็นผู้นำทางความคิดแก่ชุมชนในท้องถิ่นได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีจิตวิญญาณและศักดิ์ศรีแห่งการเป็นบัณฑิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี – ปริญญาเอก

เมื่อดูศักยภาพด้านการศึกษาและสถานศึกษาในจังหวัดนครพนมมีครบทุกระดับการศึกษาตั้งแต่อนุบาล  ประถม  มัธยม  ปวช.  ปวส.  อนุปริญญา  และระดับอุดมศึกษา  มีสถาบันทางสังคมที่เอื้อต่อการพัฒนาจังหวัดในระยะยาว อาทิ โครงการโรงพยาบาลศูนย์สุขภาพอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  มหาวิทยาลัยนครพนม วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม วิทยาลัยการบินนานาชาติ วิทยาลัยการท่องเที่ยว  คณะเกษตรและเทคโนโลยี  สถาบันภาษา  ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา รวมถึงศูนย์อนุรักษ์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดลุ่มน้ำโขง  แต่ค่าเฉลี่ย O-Net ม.๓ ร้อยละ ๔๒  ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ (๕๐) ต้องได้รับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาหลายด้านอย่างเป็นระบบทั้งจังหวัดตั้งแต่อนุบาล ถึง อุดมศึกษา  รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพให้เป็นเมืองการศึกษานานาชาติในอนุภูมิภาคอินโดจีน  การพัฒนาคนให้เป็นคนอาเซียน  การเป็นศูนย์กลางด้านภาษาและวัฒนธรรมอินโดจีน  เป็นต้น

 

.. สังคม ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม

) ลักษณะประชากร  จังหวัดนครพนม ประกอบด้วยชน ๗  เผ่า ได้แก่ ไทยลาว  เผ่าผู้ไท  เผ่าไทยญ้อ(ญ้อ) เผ่าไทยโส้หรือไทยกะโซ่  เผ่าไทยกะเลิง ไทยข่า และเผ่าไทแสก นอกจากนี้ ยังมีชาวไทยเชื้อสายจีนและเวียดนามร่วมอาศัยอยู่  ทุกชนเผ่าและเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ชนเผ่าต่าง ๆ มีความหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเอง เช่น ชนเผ่าผู้ไท อำเภอเรณูนคร ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้เป็นอย่างดี

) ศาสนา จังหวัดนครพนมมีวัดในพระพุทธศาสนา จำนวน ๗๕๗ วัด แบ่งเป็น วัด ๓๗๐ วัด สำนักสงฆ์ ๓๘๗ วัด และ ที่พักสงฆ์ ๓๑๗ แห่ง ประชากรส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา โดยมีถึงร้อยละ ๙๕  และที่เหลือเป็นศาสนาอื่น ๆ

) แหล่งวัฒนธรรมที่สำคัญ    มีศูนย์วัฒนธรรม จำนวน ๕ แห่ง ได้แก่

๑) ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครพนม

๒) ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอท่าอุเทน

๓) ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอเรณูนคร

๔) ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอธาตุพนม

๕) ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอนาแก

) พื้นบ้าน  (การแสดงและการละเล่น)

– รำศรีโคตรบูรณ์  – รำหางนกยูง         – ฟ้อนผู้ไทเรณูนคร    – เซิ้งเมืองเว  – รำเบิ่งโขง   – รำบายศรี

– แสกเต้นสาก     – รำไทญ้อ         – รำบูชาพระธาตุพนม   – เซิ้งไหลเรือไฟ

) โบราณสถาน (ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว)

๕.๑) องค์พระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม

๕.๒) เนินดิน วัดธาตุน้อยศรีบุญเรือง ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม

๕.๓) ศิลาจารึก วัดต้นเมืองไชยบุรี ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน

๕.๔) ศิลาจารึก วัดบ้านเหล่าหนาด (ร้าง) บ้านหนาด ตำบลบ้านกลาง

๕.๕) ศาลากลางจังหวัดนครพนมหลังเก่า

๕.๖) จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมหลังเดิม

๕.๗) ศาลากลางจังหวัดนครพนมหลังเดิม (ปัจจุบันเป็นหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ)

) ขนบธรรมเนียมประเพณี  จังหวัดนครพนมมีประเพณีส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสาน คือ ประเพณีทำบุญตามช่วงฤดูกาลต่าง ๆ อาทิทำบุญเข้ากรรม (เดือนอ้าย)   ทำบุญคูนลาน (เดือนยี่) ทำบุญข้าวจี่ (เดือนสาม) ทำบุญกด เทศกาลประจำปี และบุญพระเวส (เดือนสี่)  ทำบุญสรงน้ำ และงานสงกรานต์  (เดือนห้า)  เป็นต้น ทั้งนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของท้องถิ่น และ ยังมีการจัดงานประเพณีที่สำคัญได้แก่ งานนมัสการพระธาตุพนม จัดขึ้นในช่วงวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกปี งานประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งจัดขึ้น ในช่วงวันออกพรรษาของทุกปี เป็นต้น

จังหวัดนครพนมมีจุดแข็งด้านการรักษาขนบประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น  ซึ่งสามารถจัดเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ  แต่ยังขาดรูปแบบการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงประเพณีวัฒนธรรมให้เป็นที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวให้มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น

 

..๑๐ การสาธารณสุข

จังหวัดนครพนมมีสถานพยาบาลของภาครัฐและภาคเอกชนที่ให้บริการแก่ประชาชนตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับตำบล  ประกอบด้วย

๑) โรงพยาบาลระดับ S                                        จำนวน           ๑        แห่ง

๒) โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์                จำนวน           ๑        แห่ง

๓) โรงพยาบาลระดับ M๒                                             จำนวน           ๒       แห่ง

ระดับ F๒                                                        จำนวน           ๗       แห่ง

ระดับ F๓                                                        จำนวน           ๑        แห่ง

๔) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล                                  จำนวน           ๑๕๒    แห่ง

๕) สาขาเวชกรรม                                               จำนวน           ๔๑      แห่ง

๖) สาขาทันตกรรม                                             จำนวน           ๖        แห่ง

๗) การพยาบาลและผดุงครรภ์ ชั้น ๑                         จำนวน           ๕๒     แห่ง

๘) การพยาบาลและผดุงครรภ์ ชั้น ๒                         จำนวน           ๓        แห่ง

๙) สาขาเทคนิคการแพทย์                                              จำนวน           ๓        แห่ง

๑๐) แพทย์แผนไทยประยุกต์                                 จำนวน           ๑        แห่ง

        รวม            จำนวน         ๑๐๖   แห่ง

 

. สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐานของเทศบาลตำบลหนองญาติ

.. ประวัติความเป็นมาของเทศบาลตำบลหนองญาติ

เทศบาลตำบลหนองญาติเดิมเป็นองค์การบริการส่วนตำบลหนองญาติ ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตามประกาศกระทรวงมหาดไทยจัดตั้งเป็นเทศบาลตำบลหนองญาติ เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ กำหนดเขตเทศบาลตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังนี้

ทิศเหนือ จากหลักเขตที่ ๑ เป็นเส้นเลียบแนวเขตป่าช้าหนองญาติ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลนาราชควายกับตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงหลักเขตที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ฟาก ตะวันตก ของทางหลวงชนบท หมายเลข นพ.๒๐๑๑ รวมระยะประมาณ ๑,๐๓๐ เมตร จากหลักเขตที่ ๒ เป็นเส้นตรงผ่านทางหลวงชนบท หมายเลข นพ.๒๐๑๑ ไปทางทิศตะวันออก จนถึงหลักเขตที่๓ ซึ่งตั้งอยู่ฟากตะวันออก ของทางหลวงชนบทหมายเลข นพ.๒๐๑๐๐ รวมระยะประมาณ๔๒ เมตร จากหลักเขตที่๓ เป็นเส้นตรงผ่านทุ่งนาไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงหลักเขตที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ฟากตะวันตกห้วยนากอ รวมระยะประมาณ ๒๕๘ เมตร จากหลักเขตที่ ๔ เป็นเส้นเลียบฝั่งตะวันตกห้วยนากอ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงหลักเขตที่ ๕ ซึ่งตั้งอยู่ริมทางหลวงชนบท หมายเลข นพ.๒๐๖๑ ฟากตะวันตกรวมระยะประมาณ ๒,๐๕๑ เมตรจากหลักเขตที่ ๕ เป็นเส้นเลียบฟากตะวันตกทางหลวงชนบทหมายเลข นพ.๒๐๖๑ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนถึงหลักเขตที่ ๖ ซึ่งตั้งอยู่ริมทางหลวงชนบทหมายเลข นพ.๒๐๖๑ ฟากตะวันตกรวมระยะประมาณ ๑๖๙ เมตร จากหลักเขตที่ ๖ เป็นเส้นเลียบกึ่งกลางทางหลวง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงหลักเขตที่ ๗ ซึ่งตั้งอยู่ริมทางหลวงฟากตะวันตกรวมระยะประมาณ ๑,๓๑๘ เมตรจากหลักเขตที่๗ เป็นเส้นเลียบกึ่งกลางทางหลวง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงหลักเขตที่๘ ซึ่งตั้งอยู่กึงกลางห้วยฮ่องฮอ บริเวณกึ่งกลางสะพานคอนกรีตข้ามห้วยฮ่องฮอ รวมระยะประมาณ ๑,๐๕๙ เมตร

ทิศตะวันออก จากหลักเขตที่ ๘ เป็นเส้นเลียบกึ่งกลางห้วยฮ่องฮอ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนถึงหลักเขตที่ ๙ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางห้วยฮ่องฮอ (บริเวณกึ่งกลางสะพานคอนกรีต) ข้ามห้วยฮ่องฮอทางหลวงแผ่นดินสาย ๒๒ (อุดรธานี-นครพนม) รวมระยะประมาณ ๒,๐๓๔ เมตร จากหลักเขตที่๙ เป็นเส้นเลียบกึ่งกลางห้วยฮ่องฮอไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนถึงหลักเขตที่๑๐ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางห้วยฮ่องฮอระยะประมาณ ๒,๖๘๖ เมตร จากหลักเขตที่๑๐เป็นเส้นเลียบกึ่งกลางห้วยฮ่องฮอไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงหลักเขตที่๑๑ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางฝายน้ำล้นห้วยฮ่องฮอรวมระยะประมาณ ๑,๖๖๓ เมตรจากหลักเขตที่๑๑เป็นเส้นเลียบกึ่งกลางลำห้วยฮ่องฮอไปทางทิศใต้จนถึงหลักเขตที่๑๒ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางลำห้วยบังกอบรรจบกับห้วยฮ่องฮอรวมระยะประมาณ ๒,๐๘๐ เมตรจากหลักเขตที่ ๑๒ เป็นเส้นเลียบกึงกลางห้วยบังกอ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จนถึงหลักเขตที่๑๓ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางห้วยบังกอบรรจบกับห้วยหนองเรือรวมระยะประมาณ ๗,๒๗๘ เมตรจากหลักเขตที่๑๓ เป็นเส้นเลียบกึ่งกลางห้วยหนองเรือ ไปทางทิศใต้จนถึงหลักเขตที่ ๑๔ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงชนทบ หมายเลข ๓๐๔๙ หนองเซา – เหล่าภูมี ฟากใต้ (ตรงท่อระบายน้ำ ) รวมระยะประมาณ ๑,๐๑๒ เมตรจากหลักเขตที่  ๑๔ เป็นเส้นเลียบผ่านหนองเรือ ไปตามทางเกวียน ไปทางทิศใต้จนถึงหลักเขตที่ ๑๕ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนไปบ้านนาหลวงฟากตะวันออกรวมระยะประมาณ ๑,๔๐๕ เมตร จากหลักเขตที่ ๑๕ เป็นเส้นทางเลียบถนนไปบ้านนาหลวงฟากตะวันออก ไปทางทิศใต้จนถึงหลักเขตที่ ๑๖ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนไปบ้านนาหลวงใต้ รวมระยะประมาณ ๓๓๑ เมตร จากหลักเขตที่ ๑๖ เป็นเส้นไปอ้อมหนองผักหนามด้านตะวันออก ไปทางทิศใต้จนถึงหลักเขตที่ ๑๗ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนไปบ้านนาหลวงฟากเหนือ รวมระยะประมาณ ๒,๓๒๙ เมตร จากหลักเขตที่ ๑๗ เป็นส้นตรงไปทางทิศใต้ จนถึงหลักเขตที่ ๑๘ รวมระยะประมาณ๒,๗๗๔ เมตร จากหลักเขตที่ ๑๘ เป็นเส้นตรงผ่านถนนไปบ้านกล้วย ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ผ่านหนองซาดน้อย ผ่านถนนไปบ้านดอนแดง จนถึงหลักเขตที่ ๑๙ รวมระยะประมาณ ๑,๔๘๖ เมตร

ทิศใต้ จากหลักเขตที่ ๑๙ เป็นส้นตรงเลียบถนนสายไปบ้านดอนแดง ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจนถึงหลักเขตที่ ๒๐ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนไปบ้านดอนแดง ฟากตะวันตก รวมระยะประมาณ ๖๕๕ เมตร จากหลักเขตที่ ๒๐ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จนถึงหลักเขตที่ ๒๑ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางลำห้วยบ่อน้อยตัดกับสะพานคอนกรีต ทางหลงแผ่นดิน หมายเลข ๒๐๓๓ หนองญาติ – นาแก รวมระยะประมาณ ๑,๐๑๗ เมตรจากหลักเขตที่ ๒๑ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านทุ่งนา จนถึงหลักเขตที่ ๒๒ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณข้างหนองฮ้างด้านทิศตะวันออก รวมระยะประมาณ ๑,๘๐๔  เมตร จากหลักเขตที่ ๒๒ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านกึ่งกลางหนองฮ้าง ผ่านแนวป่า จนถึงหลักเขตที่ ๒๓ ซึ่งเป็นหลักเขตที่ใช้ร่วมกัน ๓ ตำบล คือ ตำบลคำเตย กับตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนมและตำบลนามะเขือ อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม รวมระยะประมาณ ๑,๑๐๔ เมตร จากหลักเขตที่ ๒๓ เป็นส้นเลียบไปทางทิศเหนือ ตามกึ่งกลางห้วยกระแสน จนไปจดกบทางเกวียนเก่าสายคำพอก – หนองค้า แล้วไปทางทิศตะวันออกตามทางเกวียนสายบ้านคำพอก – โพธิ์ตากจนถึงหลักเขตที่ ๒๔ ซึ่งตั้งอยู่ทิศตะวันออกของหนองหลวงบริเวณรวมระยะทางประมาณ ๔,๘๑๒ เมตร จากหลักเขตที่ ๒๔ เป็นเส้นเลียบตามถนนลูกรังฟากเหนือ ผ่านที่นาของนายอ้วน พิมสอน – นายเข็ม  หงสมดี ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงหลักเขตที่ ๒๕  ซึ่งตั้งอยู่ถนนลูกรังฟากตะวันตก รวมระยะประมาณ ๑,๓๕๐  เมตรจากหลักเขตที่ ๒๕ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงหลักเขตที่ ๒๖ ซึ่งตั้งอยู่ลำห้วยบ่อเกลือฝั่งตะวันตก รวมระยะประมาณ ๖๐๐ เมตรจากหลักเขตที่ ๒๖ เป็นส้นเลียบห้วยบ่อเกลือฝั่งตะวันตก ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จนถึงหลักเขตที่ ๒๗ ซึ่งตั้งอยู่ตรงห้วยบ่อเกลือฝั่งใต้ รวมระยะประมาณ ๒๔๐ เป็นเส้นตรงผ่านกึ่งกลางหนองเดิ่นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงหลักเขตที่ ๒๘ ซึ่งตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางสะพานคอนกรีตทางหลวงชนบทหมายเลข นพ. ๓๐๒๗ เหล่าภูมี – โพนสว่าง รวมระยะประมาณ ๓,๐๕๐ เมตร จากหลักเขตที่  ๒๘ ไปทางทิศเหนือผ่านบ่อเกลือ ผ่านกึ่งกลางหนองเหี้ยลากหางจนไปจดกับห้วยบังกอจนถึงหลักเขตที่ ๒๙ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางห้วยบังกอ รวมระยะประมาณ ๓,๒๑๗ เมตร จากหลักเขตที่ ๒๙  เป็นเส้นทางเลียบกึ่งกลางห้วยบังกอ ซึ่งเป็นเส้นทางแบ่งเขตระหว่างตำบลโพธิ์ตาก กับตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจนถึงหลักเขตที่ ๓๐ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณห้วยกุดตาก้า บรรจบกับ ห้วยบังกอ รวมระยะประมาร ๘๔๕ เมตร จากหลักเขตที่ ๓๐ เป็นเส้นเลียบกึ่งกลางห้วยกุดตาก้า ไปทางทิศตะวันตกแยงเหนือจนถึงหลักเขตที่ ๓๑ เป็นเส้นเลียบฟากตะวันออกบ่อตาลาย ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงหลักเขตที่ ๓๒ ซึ่งตั้งอยู่ฟากตะวันออกถนนลูกรังบ่อตาลาย รวมระยะประมาณ ๓๓๕ เมตร จากหลักเขตที่ ๓๒ ซึ่งตั้งอยู่สามแยกของถนนไปบ่อกุดตาก้า รวมระยะประมาณ ๓๙๘ เมตร จากหลักเขตที่ ๓๓ เป็นเส้นเลียบถนนลูกรังฟากตะวันออกไปทางทิศเหนือจนถึงหลักเขตที่ ๓๔ ซึ่งอยู่ฟากตะวันออกถนนคอนกรีตตัดแนวคลองส่งน้ำชลประทาน รวมระยะประมาณ ๔๑๗ เมตร จากหลักเขตที่ ๓๔ เป็นเส้นเลียบถนนคอนกรีตฟากตะวันออกไปทางทิศเหนือ จนถึงหลักเขตที่ ๓๕ ซึ่งตั้งอยู่ฟากใต้ถนนทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๒ ( อุดรธานี –  นครพนม )  รวมระยะประมาณ ๓๘๐ เมตร จากหลักเขตที่ ๓๕ ไปทางทิศตะวันตกตามถนนทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๒

( อุดรธานี –  นครพนม ) ผ่านขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตามถนนคอนกรีต ข้างวัดโคกเกลี้ยงฟากตะวันออกไปบรรจบกับหลักเขตที่ ๑ รวมระยะประมาณ ๑,๐๐๗ เมตร

        .. ที่ตั้งและอาณาเขต

เทศบาลตำบลหนองญาติ  เป็นหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง  มีพื้นที่  ๕๕.๗  ตารางกิดลเมตร  หรือประมาณ  ๓๔,๘๑๒.๕  ไร่  อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเมืองนครพนม  จังหวัดนครพนม  และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๗  กิโลเมตร  มีอาณาเขตติดต่อกับตำบลต่างๆ  ดังนี้

ทิศเหนือ         จด      ตำบลนาราชควาย        อำเภอเมือง      จังหวัดนครพนม

ทิศใต้             จด      ตำบลคำเตย              อำเภอเมือง      จังหวัดนครพนม

ทิศตะวันออก    จด      ตำบลท่าค้อ               อำเภอเมือง      จังหวัดนครพนม

ทิศตะวันตก     จด      ตำบลนาทราย            อำเภอเมือง      จังหวัดนครพนม

.. สภาพภูมิประเทศ 

สภาพพื้นที่ภายในเขตเทศบาลส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง  มีลำห้วยเล็กๆไหลผ่านเขตเทศบาลลำห้วยที่สำคัญ  ได้แก่  ลำห้วยฮ่องฮอ ลำห้วยบังกอ

) สภาพภูมิอากาศ

๑.๑) ฤดูกาล แบ่งตามลักษณะอากาศของประเทศไทยเป็น ๓ ฤดู

ก) ฤดูร้อน  เริ่มตั้งแต่เดือน  มีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

ข)  ฤดูฝน  เริ่มตั้งแต่เดือน  มิถุนายนถึงเดือนกันยายน

ค)  ฤดูหนาว  เริ่มตั้งแต่เดือน  ตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

๑.๒) อุณหภูมิ  อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง ๑๐.๕ – ๓๗.๕  องศาเซลเซียส

๑.๓) ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย  ๒,๑๘๙  มิลลิเมตรต่อปี

 

.. ลักษณะโครงสร้างพื้นฐาน

) การคมนาคมขนส่ง การคมนาคมขนส่งระหว่างเทศบาลกับพื้นที่อื่นๆ มีความสะดวกพอสมควร สามารถใช้เส้นทางหลักได้  ๒ เส้นทางคือ ทางหลวงสายสกลนคร – นครพนม และทางหลวงสายหนองญาติ – นาแกและมีถนนสายรอง ในการเดินระหว่างหมู่บ้านและตำบลอื่นๆ คือ ถนนสายบ้านเหล่าภูมี –

บ้านหนองเซา สายบ้านดงโชค – บ้านหนองจันทร์สายบ้านภูเขาทองบ้านดงโชค

) การประปา การประปาที่ให้บริการประชาชนในเขตเทศบาลดำเนินการบางส่วน โดยการประปาส่วนภูมิภาค โดยให้บริการประชาชนในเขตหมู่ที่ ๒,๓,๔,๕,๖,๑๒ และบางส่วนดำเนินการโดยเทศบาลตำบลหนองญาติ โดยให้บริการในหมู่ที่ ๒,๖ และบางส่วนดำเนินการโดยคณะกรรมการหมู่บ้าน บ้านคำพอก หมู่ที่ ๙,๑๑ โดยยังมีหมู่บ้านที่ยังไม่มีระบบประปาคือ หมู่ที่ ๑ บ้านดงโชค หมู่ที่ ๗,๑๓ บ้านเหล่าภูมี หมู่ที่ ๘ บ้านคำธาตุ

) การไฟฟ้า กิจการไฟฟ้าของเทศบาลตำบลหนองญาติ ดำเนินการโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สามารถให้บริการ แก่ประชาชนในเขตเทศบาล จำนวน ๓,๔๑๐ ครัวเรือน การบริการในด้านนี้ในปัจจุบันยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณชุมชนที่อยู่รอบนอกห่างไกลออกไป สำหรับไฟฟ้าสาธารณะ เทศบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการติดตั้ง จัดซื้ออุปกรณ์และบำรุงรักษา

) โทรคมนาคม เป็นบริการในความรับผิดชอบ ศูนย์บริการลูกค้าทีโอที สาขานครพนม มีตู้บริการสาธารณะทางไกล ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดเป็นเครื่องหยอดเหรียญเครื่องใช้บัตร(Card Phone) ให้บริการการทุกหมู่บ้าน

) ลักษณะการใช้ที่ดิน ลักษณะการใช้ที่ดินส่วนใหญ่จะเป็นดินร่วนปนทรายเหมาะแก่การปลูกพืชต่างๆที่สำคัญคือ ข้าว ยางพาราและผลไม้ต่างๆ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ในการเกษตร รองลงมาคือที่อยู่อาศัยซึ่งส่วนมากจะตั้งอยู่ตามแนวถนน สกลนคร-นครพนม และถนนหนองญาติ-นาแก

.. ลักษณะทางเศรษฐกิจ

สภาพเศรษฐกิจภายในเทศบาลโดยทั่วไป ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาชีพค้าขาย รับราชการและอื่นๆ พื้นที่สำหรับการเพาะปลุกจะอยู่บริเวณรอบเขตเมือง ประชาชนที่ประกอบอาชีพค้าขาย จะมีแหล่งประกอบการอยู่ในแหล่งชุมชนตามแนว ถนนสกลนคร-นครพนม

) การอุตสาหกรรม

– โรงงานอุตสาหกรรมในเขตเทศบาลมีทั้งสิ้น  ๑  แห่ง

) การท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเทศบาลตำบลหนองญาติ  มีดังนี้

๒.๑) หมู่บ้านมิตรภาพ   ไทย-เวียดนาม

๒.๒) อ่างเก็บน้ำหนองญาติ

๒.๓) ศูนย์ O – Top

๒.๔) สถานที่จัดแสดงโลกของปลาแม่น้ำโขง

๒.๕) หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี

๒.๖) บ้านพักจำลองอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์

.. ลักษณะทางสังคม

) ประชากร  พื้นที่เทศบาลตำบลหนองญาติมีประชากรรวมทั้งสิ้น   ๑๐,๘๑๓  คน  ดังนี้

        ตารางที่   จำนวน  ประชากรทั้งหมดในพื้นที่เทศบาลตำบลหนองญาติ

หมู่ที่ หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
ชาย หญิง รวม

๑๐

๑๑

๑๒

๑๓

บ้านดงโชค

บ้านหนองญาติ

บ้านภูเขาทอง

บ้านดอนโมง

บ้านนาจอก

บ้านหนองญาติ

บ้านเหล่าภูมี

บ้านคำธาตุ

บ้านคำพอก

บ้านหนองบัว

บ้านคำพอก

บ้านภูเขาทอง

บ้านเหล่าภูมี

๒๒๘

๓๘๖

๓๓๗

๒๘๓

๒๐๐

๕๒๑

๒๒๐

๓๐๖

๒๓๑

๑๒๕

๒๐๖

๑๖๐

๒๐๗

๔๓๕

๕๙๘

๓๗๑

๓๕๐

๓๑๒

๗๐๖

๔๓๕

๖๒๙

๔๓๑

๑๗๑

๔๐๓

๑๓๗

๓๙๐

๔๒๘

๕๙๙

๓๖๗

๓๗๒

๒๙๒

๗๖๔

๔๑๘

๖๑๙

๔๕๘

๑๗๖

๓๙๐

๑๔๖

๔๑๖

๘๖๓

๑,๑๙๗

๗๓๘

๗๒๒

๖๐๔

๑,๔๗๐

๘๕๓

๑,๒๔๘

๘๘๙

๓๔๗

๗๙๓

๒๘๓

๘๐๖

  รวม ,๔๑๐ ,๓๖๘ ,๔๔๕ ๑๐,๘๑๓

 

) การศาสนา ในเขตเทศบาล  มีวัด/สำนักสงฆ์  ๑๑  แห่ง   ศาลเจ้า  ๒  แห่ง   ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธอุปนิสัยของคนตำบลหนองญาติส่วนใหญ่โดยทั่วไปมีจิตใจโอบอ้อมอารี  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สามัคคี   ช่วยเหลือซึ่งกันและกันร่วมมือต่อทางราชการเป็นอย่างดี

) การศึกษา ประชากรโดยส่วนใหญ่ในเขตเทศบาล  ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาจบในชั้นประถมศึกษา  สำหรับสถานศึกษาในเขตเทศบาล  มีดังนี้

๓.๑) คณะเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม   มหาวิทยาลัยนครพนม

๓.๒) โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนม  เขต ๑  มี ๕  แห่ง

– โรงเรียนบ้านหนองญาติ  สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษา

– โรงเรียนบ้านดงโชค  สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษา

– โรงเรียนเมืองนครพนม  สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษา

– โรงเรียนบ้านเหล่าภูมีคำธาตุ   สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษา

– โรงเรียนบ้านคำพอก   สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษา

๓.๓) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  จำนวน  ๕  แห่ง  ซึ่งอยู่ในความดูแลของเทศบาล   ดังนี้

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองญาติ

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเทพพนมสุธาวาส

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดศรีชมชื่น

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดศรีบุญเรือง

– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดจอมแจ้ง

) การสาธารณสุข การให้บริการด้านสาธารณสุขในเขตเทศบาล มีหน่วยงานให้บริการดังนี้

๔.๑) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองญาติ มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้บริการจำนวน ๕ คน

๔.๒) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคำพอก  มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้บริการจำนวน ๕ คน
) การสุขาภิบาล ประชาชนในเขตเทศบาลมีน้ำสะอาดสำหรับผู้อุปโภค บริโภค พอเพียงตลอดปี ๓,๔๑๐ ครัวเรือนการกำจัดขยะมูลฝอยของประชาชนในเขตชุมชนส่วนใหญ่จะมีถังขยะรองรับไว้บริการ ประมาณ ๓,๔๑๐ ครัวเรือน โดยมีรถบรรทุกขยะของเทศบาลจัดเก็บและนำไปกำจัดเป็นประจำทุกวัน

.. ลักษณะทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

) แหล่งน้ำ ในเขตเทศบาลมีแหล่งน้ำและลำห้วยที่สำคัญ ดังนี้

อ่างเก็บน้ำหนองญาติ ลำห้วยฮ่องฮอ  ลำห้วยบังกอ

        ) การระบายน้ำ ระบบระบายน้ำของเทศบาลยังไม่มีการวางระบบระบายน้ำที่ดี เนื่องด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นเขตเกษตรกรรมอยู่มีการระบายน้ำทิ้งจากอาคารบ้านเรือนและน้ำฝนสู่รางหรือคูระบายน้ำสาธารณะ และถูกปล่อยทิ้งลงสู่ทางน้ำสาธารณะซึ่งได้แก่ ลำห้วยฮ่องฮอ ลำห้วยบังกอ ซึ่งระบบน้ำทิ้งเหล่านี้ มิได้ผ่านการบำบัดน้ำเสียก่อน จากการที่ยังไม่มีระบบระบายน้ำที่ดีพอทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ เช่น บ้านหนองญาติ หมู่ที่ ๒ และ ๖ อันเป็นปัญหาที่ทางเทศบาลจะต้องหามาตรการเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป

        ) ขยะ การกำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาล ดำเนินการจัดเก็บขยะมูลฝอยโดยใช้รถบรรทุกขยะมูลฝอย จำนวน ๒ คัน บริการได้ประมาณ ๑,๕๐๐ ครัวเรือน พนักงานทำความสะอาดทั้งสิ้น ๘ คน ทำการวิ่งขนขยะมูลฝอย วันละ ๑ เที่ยวต่อคัน ปริมาณขยะที่เทศบาลสามารถขนเก็บได้ประมาณ ๓ ตัน ต่อวัน เป็นขยะรวมนำไปกำจัดโดยวิธีฝังกลบ ณ ที่กำจัดขยะเทศบาลเมืองนครพนม เนื่องจากขณะนี้เทศบาลยังไม่มีสถานกำจัดขยะเป็นของตัวเอง

. พื้นที่โครงการ

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ตั้งอยู่ที่บริเวณที่ราชพัสดุของหนองญาติ เนื้อที่ประมาณ  ๗๘  ไร่ ที่ตั้ง ถนนนครพนม – นาแก ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๗ กิโลเมตร

map

. จุดเด่นและข้อจำกัดพื้นที่โครงการ

) ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่

แผนยุทธศาสตร์จังหวัด                นครพนม

– ประเด็นยุทธศาสตร์    การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

– เป้าหมาย               จัดตั้งศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง หอดูดาว

– ตัวชี้วัด               นักเรียน นักศึกษาและประชาชนใช้แหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๐

                ) การสำรวจความคุ้มค่าของโครงการ

วัตถุประสงค์ : เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าของผลที่คาดว่าจะได้รับทั้งผลผลิต  ผลลัพธ์  และผลกระทบจาก
โครงการในแต่ละด้าน  ได้แก  ด้านเศรษฐกิจ  สังคม  สิ่งแวดล้อม  ความมั่นคง  และคุณภาพชีวิต

 

ก) ให้สำรวจเบื้องต้นว่าโครงการมีปัญหาอุปสรรคด้านเศรษฐกิจ  สังคม  สิ่งแวดล้อม
ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตหรือไม่
ข) ให้ระบุกลุ่มผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์
ค) ควรกำหนดข้อสมมุติฐานเพื่อเป็นทางเลือก  (Scenario)  ไว้หลาย ๆ ทาง  เพื่อจะได้สามารถวิเคราะห์โครงการได้หลายสถานการณ์ได้  (Scenario Analysis)  วิเคราะห์สถานการณ์

 

 

) ศักยภาพและความพร้อมในการดำเนินโครงการ

วัตถุประสงค์ :         เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพและความพร้อมของพื้นที่  เช่น  ที่ตั้งโครงการ  หรือพื้นที่ได้รับประโยชน์/ผลกระทบ  เป็นต้น  ตลอดจนวิเคราะห์ความพร้อมในการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ เช่น  หัวหน้าโครงการและทีมงาน  (Team)  การบริหารจัดการ  (Management)  และวัตถุดิบ/เครื่องมือ/อุปกรณ์ (Material/Machine) และมวลชนสัมพันธ์  (Marketing)  เป็นต้น

) ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่

.พื้นที่โครงการ
ที่ตั้งโครงการ
ตำบล                      หนองญาติ
อำเภอ                     เมืองนครพนม
จังหวัด                    นครพนม
อื่น ๆ (ต่างประเทศ)     –

– ขนาดพื้นที่โครงการ    ๗๘  ไร่

– โครงการอื่น ๆ ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

* โครงการพัฒนาหมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม (บ้านนาจอก)  เชื่อมโยงการท่องเที่ยวอินโดจีนกิจกรรมปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด/น้ำเค็ม หนองญาติ

 

– ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่

ตารางที่ ๑ ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่

ด้าน ระบุศักยภาพ ระบุข้อจำกัด
๑. ด้านกายภาพและความเหมาะสมทางวิศวกรรม – พื้นที่อ่างเก็บน้ำหนองญาติเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่มีบริเวณกว้างขวางประมาณ   ๓,๒๘๔ ไร่ การเดินทางเข้า – ออกในพื้นที่มีความสะดวกอยู่ใกล้กับถนนสายหลัก อยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมเพียง ๗ กิโลเมตร ห่างจากสนามบินนครพนมเพียง ๙ กิโลเมตร สามารถเชื่อมโยงจังหวัดต่างๆ ได้เป็นอย่างดีพื้นที่มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ และศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์  ท้องฟ้าจำลอง  หอดูดาว
๒. ด้านสังคม  วัฒนธรรม
เชื้อชาติ และศาสนา
ประชากรประกอบด้วย ๗ ชนเผ่า ได้แก่ไทยลาว  เผ่าผู้ไท  เผ่าไทยญ้อ (ญ้อ) เผ่าไทยโส้หรือไทยกะโซ่  เผ่าไทยกะเลิง ไทยข่า และเผ่าไทแสก ๒ เชื้อชาติ คือ ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามและเชื้อสาย ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๙๕ ซึ่งชนเผ่าต่าง ๆ มีความหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเอง มีความรักความสามัคคี และมีความเข้มแข็งในการดำเนินงานต่างๆของชุมชน สำหรับพื้นที่ที่จะก่อสร้างประชาชนมีความรักสามัคคีและให้การสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี
ด้าน ระบุศักยภาพ ระบุข้อจำกัด
๓. ด้านเศรษฐกิจ พื้นที่หนองญาติตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลหนองญาติ ห่างจากตัวเมืองนครพนม ๗ กิโลเมตร ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาพเศรษฐกิจภายในเขตเทศบาลโดยทั่วไป ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย รับราชการ และอื่นๆ พื้นที่สำหรับการเพาะปลูกจะอยู่บริเวณรอบเขตเมือง ประชาชนที่ประกอบอาชีพค้าขายจะมีแหล่งประกอบการอยู่ในแหล่งชุมชนตามแนวถนน สกลนคร – นครพนม

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดได้ เนื่องจากสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด

๔. ด้านชีวภาพและระบบนิเวศน์ พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองญาติ มีความหลากหลายทางด้านชีวภาพและมีระบบนิเวศน์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งพันธุ์ปลาน้ำจืดของจังหวัดนครพนม  ที่เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าของนักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป การก่อสร้างโครงการจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนี้จะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์และรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นปอดของจังหวัดนครพนมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งด้วย
๕. ด้านการเมืองการปกครอง ตำบลหนองญาติ  มีเนื้อที่ทั้งหมด ๓๔,๘๑๒.๕ ไร่ ทิศเหนือ ติดกับ
ต.นาราชควาย และ ต.ในเมือง อ.เมือง
จ.นครพนม ทิศใต้ ติดกับ ต.คำเตย และ
ต.ขามเฒ่า อ.เมือง จ.นครพนม
ทิศตะวันออก ติดกับ ต.ท่าค้อ อ.เมือง

จ.นครพนมทิศตะวันตก ติดกับ
ต.นาทราย และ ต.โพธิ์ตาก อ.เมือง
จ.นครพนม จำนวนประชากร จำนวน.

๑๑,๗๔๖ คน และจำนวนหลังคาเรือน ๒,๓๕ หลังคาเรือน ประชาชนส่วนใหญ่มีความสมานสามัคคี ไม่มีปัญหาความขัดแย้งและให้การสนับสนุนการบริหารและการ พัฒนาของภาครัฐอย่างดียิ่ง

 

.พื้นที่ให้บริการ
– พื้นที่ให้บริการ
*  ความครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ
þ  ระดับท้องถิ่น
þ  ระดับจังหวัด/ภูมิภาค
þ  ระดับประเทศ
þ  ระดับนานาชาติ/พื้นที่ในต่างประเทศ (สปป.ลาว)

– ขนาดพื้นที่ให้บริการ

ระดับจังหวัดมีพื้นที่ประมาณ  ๕,๕๒๘.๘๘ ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ ๓,๔๗๔,๔๓๗  ไร่
(คิดเป็นร้อยละ ๓ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ )

– โครงการอื่น ๆ ในพื้นที่ให้บริการ
(๑)  โครงการพัฒนาหมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม (บ้านนาจอก)  เชื่อมโยงการท่องเที่ยวอินโดจีน  กิจกรรมปรับปรุงพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม
(๒)  โครงการพัฒนาหมู่บ้ามิตรภาพไทย – เวียดนาม (บ้านนาจอก)  เชื่อมโยงการท่องเที่ยวอินโดจีนกิจกรรมก่อสร้างสังเวชนียสถานบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองญาติ  ตำบลหนองญาติ  อำเภอเมืองนครพนม  จังหวัดนครพนม

(๓) มีศูนย์ OTOP

(๔) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด

(๕) หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี

 

– ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่ให้บริการ

ตารางที่ ๒ ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่ให้บริการ

ด้าน ระบุศักยภาพ ระบุข้อจำกัด
๑. ด้านกายภาพและความเหมาะสมทางวิศวกรรม จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดชายแดน ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) ของประเทศไทย มีลักษณะเป็นแนวยาวตามฝั่งแม่น้ำโขงประมาณ ๑๗๔ กิโลเมตร สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินสูงและที่ดอนเหมาะแก่การจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดนครพนม พื้นที่ที่ก่อสร้างถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความผสมกลมกลืนกับสิ่งปลูกสร้างที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอื่นโดยรอบที่มีอยู่แล้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์ จะเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในพื้นที่
๒. ด้านสังคม  วัฒนธรรม
เชื้อชาติ และศาสนา
– จังหวัดนครพนมประกอบด้วย ๗ ชนเผ่า ได้แก่ไทยลาว  เผ่าผู้ไท  เผ่าไทยญ้อ(ญ้อ) เผ่าไทยโส้หรือไทยกะโซ่  เผ่าไทยกะเลิง ไทยข่า และเผ่าไทแสก ๒ เชื้อชาติ คือ ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามและเชื้อสาย ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๙๕ มีมีสถานศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาทั้งในและนอกระบบ รวมกว่า ๕๓๒ แห่ง มีนักเรียนนักศึกษา รวมจำนวนกว่า ๑๓๕,๐๐๐ คน

– จังหวัดนครพนมมีความผสมกลมกลืนระหว่างคนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว และเวียดนาม มีการไป – มาหาสู่กันอย่างกว้างขวางของคน ๓ ประเทศในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งการสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์ จะทำให้ผู้คนทั้ง ๓ ประเทศ เดินทางเยี่ยมชมและสัมพันธ์กันยิ่งขึ้น จะลดความขัดแย้งระหว่างชาติและเสริมศักยภาพของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างดี

ด้าน ระบุศักยภาพ ระบุข้อจำกัด
๓. ด้านเศรษฐกิจ – บริเวณพื้นที่โครงการตั้งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข  ๒๒ (สกลนคร –  นครพนม) ห่างจากตัวเมืองนครพนมเพียง ๗ กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ  และมีความสะดวกต่อการที่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนจะมาใช้บริการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดนครพนม

– จังหวัดนครพนมมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี และมีการขยายตัวอย่างมากในปัจจุบัน งานด้านการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จังหวัดกำหนดเป็น Positioning ที่สำคัญที่จะดำเนินการในอนาคต การสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เสริมให้จังหวัดนครพนมที่เป็นเมืองชายแดน (Gate – way) ขยายตัวยิ่งขึ้น

๔. ด้านชีวภาพและระบบนิเวศน์ สภาพโดยรอบของศูนย์วิทยาศาสตร์เป็นบึงน้ำและแหล่งท่องเที่ยวมีความหลากหลายทางด้านชีวภาพและระบบนิเวศน์มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การใช้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไปและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

 
๕. ด้านการเมืองการปกครอง – จังหวัดนครพนมมีประชากรทั้งสิ้น ๗๐๗,๓๗๔ คน แบ่งการปกครองออกเป็น  ๑๒  อำเภอ  ๙๙  ตำบล  ๑,๑๒๓  หมู่บ้าน  และมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดมุกดาหาร  สกลนคร  บึงกาฬ  และ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

– พื้นที่ก่อสร้างเป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ของจังหวัดนครพนม เป็นศูนย์กลางทางการบริหารและทางเศรษฐกิจของจังหวัด ท้องถิ่นที่ดูแลพื้นที่ (เทศบาล) มีความต้องการให้มีการจัดสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์ดังกล่าว เพื่อเสริมศักยภาพของพื้นที่ด้วย ด้านการดำเนินการภาครัฐ และฝ่ายการเมืองในท้องถิ่นต่างให้ความเห็นชอบร่วมกันให้จัดสร้าง เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่และการศึกษาของจังหวัด

 

. แผนผังพื้นที่โครงการ

Untitled

Untitleds

d

. ลักษณะอาคารพื้นที่ใช้สอย

Untitledss

sdsd

๑) ส่วน หอประชุม AUDITORIUM

sdsd

                        ภาพที่ ๖ ลักษณะแบบหอประชุม AUDITORIUM

๒) ส่วนนิทรรศการ EXHIBITION

tytytyt

ภาพที่ ๗ ลักษณะแบบส่วนนิทรรศการ EXHIBITION

๓) ส่วนนิทรรศการดาราศาสตร์และอวกาศ

dsds

ภาพที่ ๘ ลักษณะแบบส่วนนิทรรศการดาราศาสตร์และอวกาศ

. ขอบข่าย หน้าที่ พัธกิจขององค์กร

        . ขอบข่ายหน้าที่ขององค์กร

        ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม เป็นสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  โดยมีวัขอบข่ายหน้าที่เพื่อให้บริการ “แหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว เชิงวิทยาศาสตร์ประวัติศาสตร์”ส่งเสริม จัดกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม จัดแสดงโลกของปลาแม่น้ำโขง หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรกรี ค่ายวิทยาศาสตร์ฯ ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนในระบบโรงเรียน นักศึกษา กศน. และประชาชนทั่วไป

        . พันธกิจ

        ๑) จัดและส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไป

๒) วิจัยและพัฒนานวัตกรรมในการจัดระบบการเรียนรู้และบริหารจัดการองค์กรด้าน  วิทยาศาสตร์

๓) พัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

๔) นำนวัตกรรมการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่มาใช้ในการบริหาร

๕) จัด ขยาย และแสวงหาแหล่งการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์

๖) ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

        . รูปแบบการดำเนินงาน

จัดกระบวนการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ผ่านสื่อนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

๑) การเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ

๑.๑) นิทรรศการถาวร

๑.๒) นิทรรศการชั่วคราว

๑.๓) นิทรรศการเคลื่อนที่

๒) ค่ายวิทยาศาสตร์

๒.๑) ค่ายวิทยาศาสตร์ภายในองค์กร

– การจัดค่ายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

– การจัดค่ายดาราศาสตร์

– การจัดค่ายครอบครัววิทยาศาสตร์

– การจัดค่ายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้พิการ

๒.๒) ค่ายวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่

– การจัดค่ายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

– การจัดค่ายดาราศาสตร์

๓) กิจกรรมการศึกษา

– กิจกรรมบรรยายทางวิชาการ

– กิจกรรมบรรยายทางดาราศาสตร์

– กิจกรรมบรรยายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

– กิจกรรม School Program

– กิจกรรม ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์

– กิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

– กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

– กิจกรรมการอบรมทางวิชาการ

– กิจกรรมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์

– กิจกรรมประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ Science Show

– กิจกรรมประกวดทางวิทยาศาสตร์

– กิจกรรมเทศการภาพยนตร์วิทยาศาสตร์

๔) กิจกรรมบริการวิชาการ

– สื่ออิเล็กทรอนิคส์

– สื่อเอกสาร วารสาร แผ่นพับ หนังสือ

– จัดรายการวิทยุ

– อินเทอรเน็ต

– เอกสารประชาสัมพันธ์

๔) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

– กิจกรรมการแสดงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

๕) ท้องฟ้าจำลอง

– กิจกรรมให้บริการความรู้ทางดาราศาสตร์และอวกาศ

– กิจกรรมแสดงท้องฟ้าจำลองด้วยเครื่องฉายดาว

– กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านสื่อนิทรรศการดาราศาสตร์

 

. กรอบแนวคิดการดำเนินงานโครงการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม

.) แนวคิดเกี่ยวกับองค์กร

๑) การจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน ในแผนพัฒนา เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ได้กำหนดแนวทางในการสนับสนุนการ สร้างสังคม แห่งการเรียนรู้และปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้แนวทางหนึ่ง คือ พัฒนาและเปิดโอกาส ให้ประชาชนและชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ทั่วไป อาทิ สถานศึกษา ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์กีฬาและนันทนาการ รวมทั้งเปิดพื้นที่/เวทีสาธารณะให้เป็นศูนย์รวม การแลกเปลี่ยนให้กับนักคิด  และนำเสนอผลงานเชิงสร้างสรรค์ ให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและ ใช้บริการได้อย่างเต็มศักยภาพ มีการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้สมัยใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์ได้

 

๒) ตามสาระแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ทำให้แหล่งเรียนรู้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและจะขยายตัวออกไปในเขตภูมิภาคมากขึ้นในอนาคต ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม จึงเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่บูรณาการทั้งด้านวิทยาศาสตร์ประวัติศาสตร์ โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานรูปแบบทันสมัย ในระดับมาตรฐานสากล

๓) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ควรมีโครงสร้างองค์กรที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อกำหนดระบบการบริหาร จัดการและการให้บริการที่เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ มีการใช้ทรัพยากรคุ้มค่าทั้งด้านบุคลากร และงบประมาณ

๔) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ควรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท้องถิ่นจังหวัดนครพนมทั้งด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ สมควรให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมดูแลรับผิดชอบ ในการบริหารองค์กร ร่วมกับคณะนักบริหารและนักวิชาการวิทยาศาสตร์

๕) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม มีภารกิจหลักในการสร้างความถูกต้อง ความเข้าใจ ความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชนเพื่อให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ ให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของตนเอง

๖) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม เป็นองค์กรหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจให้เด็กและเยาวชนไทย หันเข้าสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีมากขึ้นในอนาคต

.) นิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม มีภารกิจหลักในการเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ประวัติศาสตร์ แก่ เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป ผ่านงานรูปแบบพิพิธภัณฑ์การศึกษา คือนิทรรศการวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ การแสดง และกิจกรรมการศึกษา หลากหลายรูปแบบ อาทิ

๑) การแสดงทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม

  • การแสดงของท้องฟ้าจำลอง
  • การแสดงวิทยาศาสตร์ (Science Show)
  • การแสดงสำหรับเด็กปฐมวัย

๒) นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ

๓) กิจกรรมการศึกษา ฝึกอบรม บรรยาย สาธิต  ทดลอง

๔) กิจกรรมการประกวด แข่งขัน

๕) กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์

.) แนวทางการดำเนินงานจัดทำนิทรรศการวิทยาศาสตร์

๑) จัดจ้างออกแบบผังนิทรรศการ โดยกำหนดรายละเอียดวิทยาศาสตร์ นันทนาการ พื้นที่การใช้งานต่างๆ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศด้านพิพิธภัณฑ์การศึกษา ร่วมปรึกษาหารือ กำหนดเนื้อหาสาระเทคนิค กลไก เพื่อให้ได้นิทรรศการที่ทันสมัย น่าสนใจ ได้มาตรฐานสากล

๒) เสนอตั้งงบประมาณการจ้างออกแบบและการจัดทำนิทรรศการตามแบบ

 

. แผนบริหารจัดการ การดำเนินงานโครงการ ระหว่างปีงบประมาณ .. ๒๕๕๘๒๕๖๐

        .) แผนการดำเนินงาน

ตารางที่ ๓ แผนการดำเนินงานโครงการ ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๘ -๒๕๖๐

ลำดับที่ แผนการดำเนินงาน ปีงบประมาณ พ.ศ. หมายเหตุ
๒๕๕๖ ๒๕๕๗ ๒๕๕๘ ๒๕๕๙ ๒๕๖๐
จ้างปรับแบบก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม จากแบบอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระบุรี

Arrow_right

         
ประกวดราคาและก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม  

Arrow_right

       
ก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม  

Arrow_right

Arrow_right

Arrow_right

   
จัดซื้อและติดตั้งเครื่องฉายดาวพร้อมอุปกรณ์

 

   

Arrow_right

Arrow_right

 
จัดทำนิทรรศการภายในอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม      

Arrow_right

Arrow_right

 
จัดทำนิทรรศการกลางแจ้งและตกแต่งภูมิทัศน์

 

       

Arrow_right

 
จัดหาครุภัณฑ์สำนักงาน อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และอื่น ๆ      

Arrow_right

Arrow_right

 
ติดตั้งระบบสาธารณูปโภค

 

       

Arrow_right

 
ประชาสัมพันธ์และพิธีเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม        

Arrow_right

 

.) แผนบริหารจัดการงบประมาณโครงการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม

ลำดับที่ แผนการดำเนินงาน ปีงบประมาณ / งปม. (ล้านบาท)
๒๕๕๖ ๒๕๕๗ ๒๕๕๘ ๒๕๕๙ ๒๕๖๐
จ้างปรับแบบก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม จากแบบอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระบุรี    
ประกวดราคาและก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ๓๐๐

 

 
      (๔๕) (๑๓๕) (๑๒๐)  
ค่าควบคุมงานก่อสร้างอาคาร

(หัวหน้าผู้ควบคุมงาน

๑ คน x ๓๕๐ บาท x ๓๖๕ วัน)  และ

(ผู้ควบคุมงาน ๒ คน x ๓๐๐ บาท x ๓๖๕ วัน)

 

๓๔๖,๗๕๐ ๓๔๖,๗๕๐ ๓๔๖,๗๕๐
จัดซื้อเครื่องฉายดาวพร้อมอุปกรณ์

 

๙๐ ๙๐
จัดทำนิทรรศการภายในอาคาร

 

๖๐ ๖๐
จัดทำนิทรรศการกลางแจ้งและตกแต่งภูมิทัศน์

 

๓๐
จัดหาครุภัณฑ์สำนักงาน อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และอื่น ๆ

 

๑๕ ๑๕
ติดตั้งระบบสาธารณูปโภค

 

๔.๕
ประชาสัมพันธ์และพิธีเปิด

 

๑๐
๑๐ บริหารจัดการสำนักงาน

 

๑๐
  รวมงบประมาณ ,๐๐๐,๐๐๐ ๔๕,๓๔๖,๗๕๐ ๑๓๕,๓๔๖,๗๕๐ ๒๘๙,๘๔๖,๗๕๐ ๒๑๕,๐๐๐,๐๐๐
   

รวมงบประมาณทั้งสิ้น

 

 

๖๘๗,๕๔๐,๒๕๐  บาท

ตารางที่ ๔ แผนบริหารจัดการงบประมาณโครงการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม

 

        .) แผนบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณ รายได้ รายจ่าย

) การจัดการรายได้

                อนุสนธิระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินรายได้สถานศึกษาของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคล พ.ศ.๒๕๔๖  หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค ๐๔๐๙.๓/๓๓๔  ลงวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๘ เรื่อง  การกำหนดสถานศึกษาในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน  เป็นสถานศึกษาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินรายได้สถานศึกษาของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคล พ.ศ.๒๕๔๖ และหนังสือสำนักงานบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนที่ ศธ ๐๒๑๐.๐๕/๒๙๔๕  ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘  เรื่อง  การเก็บรายได้ของสถานศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย

ซึ่งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ได้วางแผนการจัดเก็บรายได้ของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม  ดังนี้

                        .) ค่าเข้าชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์

– ผู้ใหญ่

– เด็ก นัดเรียน นักศึกษา

– ยกเว้น พระภิกษุ  สามเณร ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์

                        .) ค่าเข้าชมท้องฟ้าจำลอง

– ผู้ใหญ่

– เด็ก นัดเรียน นักศึกษา

– ยกเว้น พระภิกษุ  สามเณร ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์

.) ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด

– ผู้ใหญ่

– เด็ก นัดเรียน นักศึกษา

– ยกเว้น พระภิกษุ  สามเณร ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์

  • ค่าเข้าร่วมกิจกรรมค่าย (วันธรรมดา)

-หลักสูตร  ๑  วัน

-หลักสูตร  ๒  วัน  ๑  คืน

-หลักสูตร  ๓  วัน  ๒  คืน

-หลักสูตร  ๒  วัน  ไป-กลับ

       .) ค่าเข้าร่วมกิจกรรมค่าย  (วันหยุดราชการ)

-หลักสูตร  ๑  วัน

-หลักสูตร  ๒  วัน  ๑  คืน

-หลักสูตร  ๓  วัน  ๒  คืน

-หลักสูตร  ๓  วัน  ๒  คืน

.) ค่าที่พัก

– ค่าเช่าเต็นท์

– ค่าหอพักชาย/หญิง

– ค่าที่พักครู

        .) ค่าเช่าอาคารเอนกประสงค์

– ค่าเช่าอาคารเอนกประสงค์  ไม่รวมอุปกรณ์ในการอบรม /

ประชุมหรือสัมมนา

– ค่าเช่าอาคารเอนกประสงค์  พร้อมอุปกรณ์ในการอบรม /

ประชุมหรือสัมมนา

.) อัตราค่าบริการนิทรรศการเคลื่อนที่นอกสถานศึกษา

–  ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถนิทรรศการเคลื่อนที่

–  ค่าบำรุงรถนิทรรศการเคลื่อนที่

–  ค่าบริการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์

.) ค่าจัดกิจกรรมบรรยายดาวนอกสถานที่และอื่น

–  ค่าน้ำมัน

–  ค่าจัดกิจกรรมบรรยาย

.๑๐) การยกเว้นการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียนหรือผู้เข้ารับบริการงานใด  ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม

 

) การจัดการรายจ่าย

งบประมาณหมวดรายจ่าย

.) งบดำเนินงาน

                ๒.๑.๑) ค่าตอบแทน ใช้สอย และวัสดุ

– ค่าตอบแทน

–  ค่าใช้สอย

– ค่าวัสดุ

๒.๑.๒) ค่าสาธารณูปโภค

– ค่าไฟฟ้า

– ค่าน้ำประปา

– ค่าโทรศัพท์

– ค่าไปรษณีย์/บริการ Internet/เคเบิ้ล

๒.๑.๓) งบกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์

– ค่ายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

– กิจกรรมการศึกษา

– จัดกิจกรรมเสริมทักษะวิทยาศาสตร์

– บริการวิชาการ

                ๒.๑.๔) งบพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามอัธยาศัย

.)  งบลงทุน      

๒.๒.๑) ค่าครุภัณฑ์

– ครุภัณฑ์สำนักงาน

–  ครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง

–  ครุภัณฑ์การเกษตร

–  ครุภัณฑ์โฆษณาและเผยแพร่

–  ครุภัณฑ์โสตทัศน์

–  ครุภัณฑ์งานบ้านงานครัว

–  ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์

–  ครุภัณฑ์ไฟฟ้าและวิทยุ

–  ครุภัณฑ์การศึกษา

๒.๒.๒) ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง

– ค่าก่อสร้าง

– ค่าปรับปรุงอาคารนิทรรศการ

. งบรายจ่ายอื่น   

– โครงการจัดสร้างนิทรรศการ

– ปรับปรุงนิทรรศการ

 

.) งบประมาณโครงการ ระหว่างปีงบประมาณ .. ๒๕๕๘๒๕๖๐

 

จากเงินงบประมาณ จำนวน  ๖๘๗,๕๔๐,๒๕๐ ล้านบาท

(หกร้อยแปดสิบเจ็ดล้านห้าแสนสี่หมื่นสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน)  รายละเอียดดังนี้

ปีงบประมาณ  ๒๕๕๖                 จำนวน    ,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าใช้จ่าย ดังนี้

๑) ค่าจ้างปรับแบบก่อสร้างอาคาร ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ปีงบประมาณ  ๒๕๕๗         จำนวน ๔๕,๓๔๖,๗๕๐  บาท  เป็นค่าใช้จ่าย ดังนี้

๑) ค่าก่อสร้างและตกแต่งอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๒) ค่าควบคุมงานก่อสร้าง ๓๔๖,๗๕๐ บาท
  (หัวหน้าผู้ควบคุมงาน ๑ ราย x  ๓๕๐ บาท x  ๓๖๕ วัน และ

ผู้ควบคุมงาน ๒ ราย x  ๓๐๐ บาท x  ๓๖๕ วัน)

   

ปีงบประมาณ ๒๕๕๘          จำนวน ๑๓๕,๓๔๖,๗๕๐ บาท เป็นค่าใช้จ่าย ดังนี้

๑) ค่าก่อสร้างและตกแต่งอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ๑๓๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๒) ค่าควบคุมงานก่อสร้าง

(หัวหน้าผู้ควบคุมงาน ๑ ราย x  ๓๕๐ บาท x  ๓๖๕ วัน และ

ผู้ควบคุมงาน ๒ ราย x  ๓๐๐ บาท x  ๓๖๕ วัน)

๓๔๖,๗๕๐ บาท

ปีงบประมาณ ๒๕๕๙          จำนวน  ๒๘๙,๘๔๖,๗๕๐ บาท เป็นค่าใช้จ่าย ดังนี้

๑) ค่าก่อสร้างและตกแต่งอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ๑๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๒) ค่าควบคุมงานก่อสร้าง ๓๔๖,๗๕๐ บาท
  (หัวหน้าผู้ควบคุมงาน ๑ ราย x  ๓๕๐ บาท x  ๓๖๕ วัน และ

ผู้ควบคุมงาน ๒ ราย x  ๓๐๐ บาท x  ๓๖๕ วัน)

   
๓) ค่าจัดซื้อเครื่องฉายดาวพร้อมอุปกรณ์ (๑๘๐ ล้านบาท แบ่ง ๒ ปี) ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๔) ค่าจัดสร้างนิทรรศการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดาราศาสตร์และอวกาศธรรมชาติวิทยา และสิ่งแวดล้อม ที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

จำนวน ๓ เรื่อง

๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๕) จัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และอื่น ๆ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๖) ติดตั้งระบบสาธารณูปโภค ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท

ปีงบประมาณ ๒๕๖๐           จำนวน  ๒๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าใช้จ่าย ดังนี้

๑) ค่าจัดซื้อเครื่องฉายดาวพร้อมอุปกรณ์ (๑๘๐ ล้านบาท แบ่ง ๒ ปี) ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๒) ค่าจัดสร้างนิทรรศการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดาราศาสตร์และอวกาศธรรมชาติวิทยา และสิ่งแวดล้อม ที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

จำนวน ๓ เรื่อง

๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๓) ค่าจัดสร้างนิทรรศการกลางแจ้ง และตกแต่งภูมิทัศน์ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๔) จัดซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และอื่น ๆ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๕) ค่าประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ และจัดงานพิธีเปิด    ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๖) ค่าบริหารจัดการสำนักงาน    ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

 

        .) แผนการบริหารจัดการด้านบุคลากร

 

โครงสร้างอัตรากำลังศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม

ผู้อำนวยการ (1)
รองผู้อำนวยการ (1)
คณะกรรมการสถานศึกษา
ส่วนส่งเสริมและบริการ (7)
ส่วนพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (14)
ส่วนท้องฟ้าจำลอง (7)
ส่วนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (11)
ส่วนอำนวยการ (6)
– งานบริหารงานทั่วไป 2*

(ธุรการ สารบรรณ บุคลากร)

– งานการเงินและบัญชี 1*

– งานพัสดุ 1*

– งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ 1*

– งานแผนงานและวิเทศสัมพันธ์ 1*

 

– งานวิทยาศาสตร์กายภาพ 2

(ฟิสิกส์/เคมี/ธรณีวิทยา/วิทย์ทั่วไป)

– งานมาตรฐานและประกันคุณภาพ 1

– งานผลิตสื่อ 2*

– งานซ่อมบำรุง 2*

– งานบริการ 2*

(เก็บบัตร/ต้อนรับ/นำชม/กิจกรรม)

 

 

– งานดาราศาสตร์และอวกาศ 2

– งานผลิตสื่อ 2*

– งานซ่อมบำรุง 2*

– งานบริการ 2*

(เก็บบัตร/ต้อนรับ/กิจกรรม)

 

 

– งานวิชาการ 2

(ประมง/ชีววิทยาสัตว์น้ำ)

– งานคุณภาพน้ำ1*

– งานจัดหาและจัดแสดง 3 (1+2*)

– งานเพาะเลี้ยงและสุขภาพสัตว์น้ำ 2*

– งานผลิต 2*

– งานซ่อมบำรุง 2*

– งานบริการ 2*

(เก็บบัตร/ต้อนรับ)

– งานธุรการ 2*

(วางแผนตลาด/รับจอง/จำหน่ายบัตร/ระดมทุน/ร้านค้า)

– งานบริหารจัดการกิจกรรมการศึกษา 2

– งานประชาสัมพันธ์และโสตทัศน์ 2*

– งานเทคโนโลยีสารสนเทศ 1*

 

        .) แผนการดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ตัวชี้วัด

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน  ในแผนพัฒนา เศรษฐกิจ

และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ได้กำหนดแนวทางในการสนับสนุนการ สร้างสังคม แห่งการเรียนรู้และปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้แนวทางหนึ่งคือพัฒนาและเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ทั่วไป อาทิ สถานศึกษา ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์กีฬาและนันทนาการ รวมทั้งเปิดพื้นที่/เวทีสาธารณะให้เป็นศูนย์รวม การแลกเปลี่ยนให้กับนักคิด  และนำเสนอผลงานเชิงสร้างสรรค์ให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและใช้บริการได้อย่างเต็มศักยภาพ มีการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้สมัยใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์ได้

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนมซึ่งเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดท้องฟ้าจำลองพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์จะเป็นประโยชน์ระยะยาวในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีให้ขยายออกไปในเขตภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้าน  ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลจาก กรุงเทพมหานคร ได้รับโอกาสในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งดาราศาสตร์และอวกาศ อีกทั้งเกิด ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตน เกิดความภาคภูมิใจและเกิดจิตสำนึก ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  สนับสนุนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง  สอดคล้องกับนโยบาย ของรัฐบาลที่ต้องการเร่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ ตอบสนองการเร่งส่งเสริม และพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการของประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์ เพื่อการศึกษานครพนมยังสามารถมีบทบาทเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาต้นแบบที่ให้บริการฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่จากประเทศเพื่อนบ้านด้านการจัดศูนย์วิทยาศาสตร์ และด้านการผลิตสื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีตามอัธยาศัยอีกด้วย

วัตถุประสงค์

– เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดาราศาสตร์และอวกาศ ธรรมชาติวิทยาและ สิ่งแวดล้อม ที่มีการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความรู้สมัยใหม่ สำหรับประชาชนในจังหวัดนครพนม และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

– เพื่อกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชนของประเทศได้หันมาให้ความสนใจและ  ความสำคัญ ของการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น

– เพื่อส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

– เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิชาการ

กลุ่มเป้าหมาย

– นักเรียน/นักศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ

– ครูและบุคลากรทางการศึกษา

– ผู้สูงอายุ คนพิการ

– ประชาชนทั่วไป

 

เป้าหมาย

เชิงปริมาณ

สร้างศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม  จำนวน   แห่ง  ประกอบด้วย

–  อาคารนิทรรศการวิทยาศาสตร์ และส่วนสำนักงาน จำนวน หลัง

–  อาคารท้องฟ้าจำลอง จำนวน หลัง

เชิงคุณภาพ

          –  กลุ่มเป้าหมายมีแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ

–  กลุ่มเป้าหมายตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และสามารถ นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง

–  ครูและบุคลากรทางการศึกษามีแหล่งการศึกษาค้นคว้าวิทยาศาสตร์ในการพัฒนา เชิงวิชาการเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอน

–  ประชาชนมีพื้นที่/เวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดสร้างสรรค์ เชิงวิทยาศาสตร์

ดัชนีชี้วัดผลสำเร็จของโครงการ  (KPIs)

 

ตัวชี้วัดผลผลิต (output)     

– มีศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม จำนวน ๑ แห่ง ประกอบด้วย ส่วนการแสดงทางท้องฟ้าจำลอง ส่วนแสดงนิทรรศการ และส่วนสำนักงาน

ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (outcome)  

– ประชาชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศเพื่อนบ้านได้รับโอกาสทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

– ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ด้าน    วิทยาศาสตร์ตลอดจนมีความรัก ความภาคภูมิใจ ในวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

 

          รูปแบบการดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ตัวชี้วัด

จัดกระบวนการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ผ่านสื่อนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

๑) การเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ

๑.๑) นิทรรศการถาวร

๑.๒) นิทรรศการชั่วคราว

๑.๓) นิทรรศการเคลื่อนที่

๒) ค่ายวิทยาศาสตร์

๒.๑) ค่ายวิทยาศาสตร์ภายในองค์กร

– การจัดค่ายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

– การจัดค่ายดาราศาสตร์

– การจัดค่ายครอบครัววิทยาศาสตร์

– การจัดค่ายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้พิการ

๒.๒) ค่ายวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่

– การจัดค่ายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

– การจัดค่ายดาราศาสตร์

๓) กิจกรรมการศึกษา

– กิจกรรมบรรยายทางวิชาการ

– กิจกรรมบรรยายทางดาราศาสตร์

– กิจกรรมบรรยายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

– กิจกรรม School Program

– กิจกรรม ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์

– กิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

– กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

– กิจกรรมการอบรมทางวิชาการ

– กิจกรรมการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์

– กิจกรรมประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ Science Show

– กิจกรรมประกวดทางวิทยาศาสตร์

– กิจกรรมเทศการภาพยนตร์วิทยาศาสตร์

๔) กิจกรรมบริการวิชาการ

– สื่ออิเล็กทรอนิคส์

– สื่อเอกสาร วารสาร แผ่นพับ หนังสือ

– จัดรายการวิทยุ

– อินเทอรเน็ต

– เอกสารประชาสัมพันธ์

๔) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

– กิจกรรมการแสดงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

๕) ท้องฟ้าจำลอง

– กิจกรรมให้บริการความรู้ทางดาราศาสตร์และอวกาศ

– กิจกรรมแสดงท้องฟ้าจำลองด้วยเครื่องฉายดาว

– กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านสื่อนิทรรศการดาราศาสตร์      

๖. สัมฤทธิผลและประโยชน์ที่จะได้รับ

๖.๑) ประโยชน์ที่จะได้รับ

การตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม เกิดประโยชน์ต่อเยาวชนและประชาชนหลายประการดังนี้

๖.๑.๑) นักเรียน/นักศึกษาและประชาชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือละประเทศเพื่อนบ้าน มีแหล่งการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพ และสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดชีวิต

๖.๑.๒) เป็นแหล่งค้นคว้าและให้บริการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทั้งเชิงวิชาการ และการจัดกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๖.๑.๓) เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

๖.๑.๔) กระจายแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสู่ท้องถิ่นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่นที่สามารถใช้เพิ่มพูนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประวัติศาสตร์ได้มากขึ้น ขยายโครงสร้างพื้นฐานของแหล่งเรียนรู้ที่จำเป็นในการยกระดับความรู้ ความเข้าใจวิทยาศาสตร์ของสาธารณชนให้สูงขึ้น สอดคล้องกับสาระและเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙ และสอดคล้องกับจุดเน้นและนโยบายของสำนักงาน  กศน. ข้อ ๒.๓
วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ๖)

พัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาให้เป็นแหล่งการเรียนรู้เชิงวิชาการแหล่งจุดประกาย

การพัฒนาอาชีพ และแหล่งท่องเที่ยวประจำท้องถิ่น

        .) เชื่อมโยงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์กับงานวิทยาศาสตร์

แหล่งเรียนรู้ในภูมิภาคเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับความรู้ด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยในท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการเรียนรู้และการจัดองค์ความรู้หลากหลายรูปแบบ สามารถสะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ของภูมิปัญญาไทย ให้เห็นความสัมพันธ์กับธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ช่วยสร้างความภาคภูมิใจ เสริมความแข็งแรง พัฒนาศักยภาพของชุมชนให้ยั่งยืนมั่นคงต่อไป

.) ให้ความสะดวก คุ้มค่าแก่ประชาชน

การมีแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น อำนวยความสะดวกแก่นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชน ที่อยู่ในท้องถิ่นและเขตใกล้เคียงได้อย่างสะดวกและคุ้มค่า โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯซึ่งไม่เป็นการประหยัด ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองและชนบท ทำให้สังคมเขตภูมิภาคก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกได้

.) สร้างบรรยากาศความคุ้นเคยด้านวิทยาศาสตร์ และเป็นที่พึ่งด้านวิทยาศาสตร์ของชุมชน

การมีแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ช่วยเพิ่มคุณภาพงานเผยแพร่ความรู้ ครู อาจารย์ สามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เสริมการศึกษาตามหลักสูตรในระบบโรงเรียน ประชาชนมีความคุ้นเคยกับงานวิทยาศาสตร์มากขึ้น ทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแทรกซึมเข้าไปดำรงชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ ประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารทางวิทยาศาสตร์อยู่เสมอ อีกทั้งเป็นแรงจูงใจให้เด็กและเยาวชน หันเข้าสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีในอนาคตมากขึ้น

.) นำไปสู่การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้

การพัฒนามาตรฐานของงานเผยแพร่ความรู้  และสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ ของแหล่งเรียนรู้ในประเทศไทยให้สูงขึ้น  เป็นการส่งเสริมให้เด็ก  นักเรียน นักศึกษา ประชาชน มีความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง  ไม่หลงงมงาย  พัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหา  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  ใฝ่หาความรู้  ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของการสร้างทรัพยากรบุคคลให้เข้มแข็ง  มีคุณภาพ  และ นำไปสู่การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ในระยะยาวต่อไป

.) เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ท้องถิ่น

การพัฒนาแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการที่น่าภาคภูมิใจของท้องถิ่น ที่ประชาชนประสงค์จะให้ผู้คนทั่วไปได้สัมผัส  เรียนรู้  จากการเห็นคุณประโยชน์อย่างแท้จริง